|
บทสัมภาษณ์ เป้ย ปานวาด เหมมณี กับบท อ้อม
ในภาพยนตร์ เรื่อง Bangkok dangerous |
|
| |
|
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
| |
| Q: อยากให้แนะนำตัวนิดนึงนะค่ะ และรับบทเป็นใคร |
| P: เป้ย ปานวาดค่ะ รับบทเป็นอ้อม อ้อมเป็นสาวโคโยตี้ คาแรคเตอร์คือเป็นคนที่มีความมั่นใจ ในตัวเอง ต้องหาเลี้ยงตัวเองและน้องอีกหนึ่งคน ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี จึงต้องมีอาชีพเป็นโคโยตี้ คือนักเต้นประจำบาร์ และเป็นตัวกลาง คือนกต่อที่กุมความลับระหว่างคนว่าจ้างให้ฆ่าและนักฆ่า |
| |
| Q: แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานระดับฮอลลีวู้ดรู้สึกอย่างไร ตื่นเต้นมั้ยค่ะ |
| P: ยิ่งกว่าตื่นเต้นอีกค่ะ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่ายังไง ประมาณว่าฝันไปรึเปล่า ตื่นเต้นด้วย ดีใจสุดๆด้วย คือมันเป็นหลายๆ อารมณ์รวมกัน จนขนาดตอนที่เราทำงาน ยังไม่คิดเลยว่า เอ้ย! นี่ฉันทำงานไป เสร็จแล้วเหรอ |
| |
| Q: แล้วการทำงานทางโน้นเค้าเป็นอย่างไรบ้าง |
| P: การทำงานจริงๆ ระบบเค้าจะเป็นเรื่องการตรงต่อเวลา ค่อนข้างจะซีเรียส คือเวลาเค้าจะเป๊ะๆ ทุกอย่าง เวลาห้ามคลาดเคลื่อน คือทางเค้าจะกำหนดมาแล้วว่า อืม อย่างเช่น 10.00 น.-11.00น. ต้องเป็นฉากไหน ฉากนั้นก็ต้องเสร็จภายในเวลา แต่งหน้ากี่โมงถึงกี่โมง คือทุกอย่างค่อนข้าง จะเป็นระเบียบขั้นตอนมากกว่า แล้วสเกลในการทำงานก็จะใหญ่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในการ ทำงาน จะมีชาวต่างชาติทำด้วย แล้วก็ทีมงานจะเยอะมากทุกอย่างค่ะ |
| |
| Q: ได้ข่าวว่าก่อนที่จะมาเล่นเรื่องนี้คือBangkok dangerousได้ เป้ยจะต้องไปแคสติ้ง อยากให้เล่า บรรยากาศในวันที่ไปแคสติ้งว่าต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ |
P: ตอนแรกก็ไม่กล้าไปแคสค่ะ คือมีพี่คนนึงนะค่ะ ซึ่งรู้จักกันอยู่แล้ว พี่เค้าโทรมาตามประมาณ 6-7 รอบได้เพราะว่าอยากให้เรามาแคส เค้าก็บอกว่าต้องให้เรามาแคสให้ได้ เพราะ แดนนี่ และออกไซค์ เค้าอยากให้ เราลองมาแคสดู ก็เลยลองไปแคสเล่นๆดู คือไม่ได้คิดว่าจะได้ เพราะทราบมาว่าคนที่เข้าไปคัดนะเยอะมาก เราก็ไปด้วยอารมณ์แบบเออลองดู อย่างน้อยเราก็ได้มา แคสแล้วประมาณนี้นะค่ะ ก็ลองไปแคสดูคิดว่าไปสนุกๆนะค่ะ ทีนี้ปรากฎว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก เอ้ย! จริงหรอก็ถามพี่เค้าที่เค้าแคสติ้งรอบแรกว่าทำไมเราถึงผ่าน พี่เค้าบอกว่า ชอบที่เป้ยเป็นตัวของ เป้ยเอง ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่เค้าต้องการ นั่นก็เป็นผลทำให้ได้มาแคสติ้งอีกรอบนึง คือมันจะแคสติ้ง ทั้งหมด 3 รอบ รอบสุดท้ายเค้าก็บอกเราว่า อืม เราน่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน
หลังจากนั้นก็รอเวลาให้ทางฮอลลีวู๊ดเค้าเป็นคนเลือกอีกที ว่าตกลงต้องการใคร รอประมาณ 1-2 เดือนได้ค่ะ ผลก็ออกมาว่าเค้าเลือกเรานะ ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นจำได้เลย ว่าเราไม่สบายมากๆ เราก็ไปคุยกับโปรดิวเซอร์ เค้าเห็นเราท่าทางเหนื่อยและอิดโรยมากๆ เค้าก็บอกว่าเราได้ เราดีใจมากๆ แต่เราไม่รู้จะแสดงอาการออกมายังไง เค้าก็สงสัยว่า นี่เราไม่ดีใจหรอที่เราได้รับเลือก เราก็ดีใจนะ แต่ก็ดีใจจนไม่รู้จะดีใจยังไงแล้วค่ะ |
| |
| Q: เวลาแคสติ้ง นอกจากจะต้องลองเล่นบทที่เราจะเล่นแล้ว การได้รับบทเป็นโคโยตี้ ต้องมีการ เต้นอะไรอย่างนี้ บ้างรึเปล่าค่ะ |
| P: มีค่ะ แน่นอนเลยค่ะ คือของเป้ยจะเป็นอะไรที่เต้นแล้วก็เต้น คือต้องบอกว่ามันเป็นผลสืบเนื่อง มาจากมิวสิค VDO ที่แดนนี่และออกไซค์เห็น คือ มิวสิคคนใจง่าย แล้วเค้าก็เรียกตัวมา ซึ่งในมิวสิคนั้น ก็จะมีเต้นๆ นิดนึง เค้าก็ลองประมาณว่าให้เราเต้นๆ อะไรประมาณนั้น ให้คิดว่าเราเป็นประมาณว่าเซ็กซี่ยั่วยวน คือเต้นในโลกของเรา คิดว่าไม่มีคนอื่น คิดว่ามีเรา คนเดียวในห้องๆ นี้แล้วก็เต้นๆๆ แสดงความเป็นตัวเรา เราก็แสดง ซึ่งมันก็ถูกใจเค้า เค้าก็ชอบ |
| |
|
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
|
| |
| Q: แล้วสำหรับตัว นิโคลัจ เคจ มีเข้าฉากด้วยกันรึเปล่าค่ะ |
| P: มีค่ะ ได้เข้าฉากกับนิโคลัจ เคจด้วยค่ะ |
| |
| Q: แล้วเฉพาะความรู้สึกที่ได้เข้าฉากกับ นิโคลัจ เคจ เป็นอย่างไรบ้างค่ะ |
P: พี่!!! คือมันก็ที่สุดนะค่ะ คือมันพูดไม่ถูก รู้ว่าเค้าเป็นนักแสดงที่เป้ยชื่นชอบมาก เป้ยชอบเค้าในเรื่อง Face Off แล้วก็อีกหลายๆ เรื่อง เค้าเป็นผู้ชายที่ตาสวยมากในความคิดของเป้ย แล้วเป้ยก็ไม่คิดว่า เป้ยจะได้มีโอกาสได้เข้าฉากกับเค้า ไม่เคยคิด ไม่มีอยู่ในความคิดเลย แล้วอยู่ๆ มาวันนึงได้มาเข้าฉากกับเค้า คือ ณ ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่า ฉันจะทำยังไง ฉันจะเล่นยังไง ฉันจะต้องเล่นออกมาให้เหมือนเดิม อย่างที่แดนนี่และออกไซค์ชอบ คือความเป็นตัวของตัวเอง เน้นขายความเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมี แอคติ้งอะไร ให้รู้สึกจริงๆ ว่าจะต้องเล่นให้ได้ ฉันจะต้องไม่ทำให้เค้ารู้สึกเสียเวลา หลายๆอย่างในความคิด ตอนนั้นค่อนข้างจะสับสนและแปรปรวนตลอดเวลา
อืม ฉันจะทำยังไงฉันจะต้องตื่นเต้นแน่นอน และสายตามันจะต้องออกมาแน่นอน ว่าฉันกำลัง ตื่นเต้นอยู่นะ ทุกอย่างมันต้องใช้สมาธิมากๆ เรียกว่ามากถึงมากที่สุดเลย แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ ด้วยดีเพราะว่าเค้าคือ นิโคลัจ เคจ เค้าให้ความเป็นกันเองคือเค้าจะไม่ถือตัวเลย เค้ายังจำชื่อเล่น เราได้ แล้วเค้าก็ทักเราก่อน ซึ่งตอนนั้นเราก็ เอ๋อๆๆ เราก็อยากจะทักเค้าตอบแต่ก็ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไร ไม่รู้จะพูดยังไงดี เค้าจะจำเราได้หรอ อะไรประมาณนี้ ซึ่งปรากฏว่าเค้ามาทักเราก่อน ซึ่งเราดีใจมากๆ โอ้ย! เค้ามาทักเราก่อน เป็นอะไรที่ปลื้มมากๆ คือสุดยอดเลย เค้าคือสุดยอดนักแสดงที่อยู่ในใจเรา แล้วจู่ๆ เค้ามาจำชื่อเล่นเราได้ แล้วก็มาทักเราก่อน ซึ่งเป็นอะไรที่เหมือนฝัน แล้วก็อีกอย่างนึง พอตอนเข้าฉากปุ๊บ เค้าก็คงรู้นะค่ะว่าเราคงจะเกร็งอะไรประมาณนี้ เค้าก็มานั่งยองๆตรงข้าง หน้าเรานั่งเหมือนนั่งคุย ซึ่งเราจะนั่งแบบนี้อยู่แล้ว เค้าก็จะนั่งยองๆคุยกับพี่ชาคริตด้วยคุยกับเราด้วย ก็ให้ความเป็นกันเองนะ นั่นคือตอนที่ยังไม่ได้ถ่ายนะค่ะ ก็คุยเล่นคุยไปคุยมากับพี่ชาคริต ซะ ส่วนใหญ่ แล้วเค้าก็ยิ้มให้เรา อืม! แค่นี้มันก็รู้สึกถึงความ อืม! เราสบายใจที่เราจะได้ร่วมงานกับเค้า แล้วเราก็มี ความรู้สึกว่า เอ้ย! เค้าให้ความเป็นกันเองกับเรา เราก็เลยรู้สึกไม่เกร็ง |
| |
| Q: แล้วตอนที่เข้าฉากกับเค้าเป็นฉากอะไรประมาณไหนค่ะ เล่าถึงฉากนี้ให้ฟังหน่อย |
| P: เป็นฉากที่เป้ยกับชาคริต ติดอยู่ในโกดังร้างสักอย่าง แล้วนิโครัจ เคจ ตามมาช่วยชาคริต ซึ่งเราเป็นแฟนของชาคริตก็เลยได้เจอกันในฉากนั้นเป็นฉากเกือบสุดท้ายเลย |
| |
| Q: อย่างนี้แสดงว่าก็ต้องมีแอคชั่นด้วย เป็นยังไงบ้างค่ะ เล่าฉากแอคชั่นให้ฟังหน่อยสิ ว่าต้องมี การซ้อมอะไรกันก่อนมั้ย มีเจ็บตัวหรืออะไรตรงไหนรึเปล่า |
| P: ฉากแอคชั่นของเป้ยไม่ค่อยมีเยอะนะ ของเป้ยฉากแอคชั่นส่วนใหญ่จะเป็นแนวหลบระเบิด แรงระเบิดยิงกัน หลบกระสุนอะไรประมาณนี้มากกว่าค่ะ แอคชั่นส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่ชาคริต ตัวเราก็จะมีชาคริต คือชาคริตคอยปกป้องเราอยู่แล้ว คือ ก้องนะค่ะ โดยตัวก้องจะปกป้องอ้อม อยู่แล้ว เราก็คือเล่นไปตามนั้น |
| |
| Q: แล้วมีเจ็บตัวอะไรบ้างมั้ยค่ะ |
| P: มีพลาดนิดหน่อยค่ะ คืออาจจะมี่รอยถลอกบ้าง คือในนั้นเค้าเซ็ทฉากเอาและมีรังไม้ด้วย บางทีตอไม้หรือเศษไม้เล็กๆ ก็มาตำเรา ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหาที่หนักหรือใหญ่สำหรับเรา เราก็โอเค อยู่แล้ว ปกติเวลาเล่นละครหรือหนังทั่วไปมันก็เป็นแนวนี้อยู่แล้วนะค่ะ |
| |
|
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
|
| |
| Q: แล้วในเรื่องต้องรับบทเป็นแฟนของชาคริต คนที่ชาคริตหลงรักรู้สึกอย่างไรบ้างค่ะ |
| P: ปลื้มค่ะ เพราะชาคริตเป็นหนุ่มhot ที่ใครๆ ก็อยากเป็นแฟนด้วยอะไรอย่างนี้ คือเคยร่วมงาน กับชาคริตมาก่อนแล้วค่ะ เราเคยเล่นละครมาด้วยกันประมาณ 2 เรื่อง ก็ได้รู้จักกันมาพอสมควร รู้ว่าชาคริตเค้าทำงานในแนวไหน รูปแบบไหน ฉะนั้นการเข้าฉากร่วมกันจึงไม่มีปัญหามาก เพราะเราก็รู้จักกันในระดับนึง ชาคริตเค้าเป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว เค้าก็จะคอยบอกเรา คอยสอนเรา ว่าเราควรเล่นยังไงประมาณไหน |
| |
| Q: ในเรื่องนี้รับบทเป็นแฟนกัน มีฉากเลิฟซีนหรือกุ๊กกิ๊กอะไรกันบ้างรึเปล่าค่ะ |
| P: มีบ้างค่ะ มีฉากที่ต้องนัวเนียกัน นิดๆหน่อยๆ ก็กุ๊กกิ๊กกัน นิดๆหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เยอะอะไร มากมายค่ะ เป็นไปตามเนื้อเรื่องของหนังนะค่ะ ซึ่งเป็นแฟนกัน อาจจะมีคำพูดหยอกเย้ากันเล่นๆ แล้วก็แสดงตามคนรักกันนิดๆหน่อยๆ มีการหอมแก้มอะไรกันอย่างนี้นะค่ะ |
| |
| Q: สำหรับเรื่องนี้ พอได้ผ่านแคสติ้งเข้ามาเล่นแล้วนี่ กดดันมั้ยค่ะ แล้วความรู้สึกที่เราได้เป็นหนึ่ง ในทีมงานระดับนี้รู้สึกอย่างไร |
| P: กดดันมั้ย ที่สุด!! ที่สุดเลย คือหลายๆอย่าง ด้วยความเป็น production ที่ใหญ่ด้วย มืออาชีพด้วย เราก็ค่อนข้างจะตื่นเต้น และเราก็เป็นนักแสดงที่โนเนม ก็กลัวจะทำให้ทีมงานต้อง ทำงานช้า ทำให้งานของเค้าช้าด้วยรึเปล่า หลายๆ อย่างอยู่ในความคิด แล้วอีกอย่างนึงเราทราบมา ว่าคนที่ไปแคสติ้งส่วนใหญ่เป็นระดับนางเอก ซึ่งเก่งๆ แล้วก็เซ็กซี่มากๆ และฮอตมากๆ แล้วเราแบบ มาจากไหนทำไมเค้าถึงเลือกเรา เราก็ยังไม่รู้อะไรมาก เราก็แอบไปถามพี่ๆ ให้เค้าไปถาม ออกไซค์ กับแดนนี่ ว่าเลือกเราเพราะอะไร เราก็คิดเหมือนกัน เค้าก็บอกว่า เลือกที่เพราะเป็นตัวคุณ นี่แหละ มันดูเซ็กซี่โดยที่คุณไม่ต้องเก๊กอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ให้ยูเป็นอย่างนี้ตลอดไป แล้วอีกอย่างนึงก็แอบ ถามเค้าว่าเราโอเคมั้ย เพราะถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกของเราเลยนะ เราเล่นดีรึเปล่าแอบถามเค้าว่า คืออย่างที่บอกเวลาของเค้าค่อนข้างกระชั้นชิด เค้าบร็อกเวลามาแล้วว่าต้องเสร็จภายในกี่โมงถึงกี่โมง เค้าก็จะไม่มีเวลามานั่งบอกเราอยู่แล้วว่าเราควรเล่นแบบไหนแบบไหน เราต้องเล่นไปเองก่อน แต่เราก็เล่นผ่านมาได้ โดยที่เค้าไม่ได้ให้ข้อสรุปอะไรกับเรา เราก็แอบถามว่าเป็นงัยบ้าง เล่นโอเคมั้ย เค้าก็บอกว่าโอเคแล้ว เค้าชอบแคสติ่งของเรา ทีนี้ทำให้ความกดดันในการเล่น หรือว่าการรับเล่นหนัง เรื่องนี้ มันค่อยๆ น้อยลง น้อยลง |
| |
| Q: เราได้เรียนรู้อะไร จากการทำงานจากภาพยนตร์เรื่องนี้บ้างค่ะ |
| P: หลายๆ อย่างค่ะ ประสบการณที่ดี เทคนิคการถ่ายทำ คือ มีโปรดักชั่นที่ใหญ่ ทีมงานเป็น มืออาชีพหมดเลย ทีนี้การทำงานเราก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากตัวเราเอง และเราได้เห็น ได้รับ ได้เรียนรู้ อ๋อ เทคนิคการถ่ายหนัง มันเป็นแบบนี้นี่เอง วิธีการเล่นมันต้องเป็นแบบนี้ วิธีการถ่าย มันต้องเป็นแบบนี้ ต้องมีการเข้า workshop ก่อนมันหลายๆ ขั้นตอนคือเราได้ประสบการณ์ โดยที่เราไม่ต้องหาซื้อมาจากไหนมันได้เยอะมาก ต่อให้ไปซื้อ ก็ไม่รู้จะไปซื้อมาได้จากที่ไหนด้วย มันมีคุณค่ามากๆ สำหรับเป้ยนะค่ะ |
| |
| Q: สำหรับตัวผู้กำกับ ออกไซค์กับแดนนี่ อยากให้พูดถึงเค้านิดนึงว่าเป็นอย่างไรบ้าง |
| P: ออกไซค์กับแดนนี่เค้าเป็นคนที่น่ารักมาก ทุกวันนี้ เป้ยยังแยกแยะไม่ออกเลย ว่าใครคือ ออกไซค์ ใครคือแดนนี่ เหมือนกันมาก บางทีที่เค้ามีการแยกกอง แดนนี่เค้าก็มากำกับ หรือว่าบางที เค้าก็มีการสลับกัน วันพรุ่งนี้ออกไซค์มากำกับ ทั้งสองคนให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองเหมือนกัน เป็นมืออาชีพจริงๆ เก่งมาก แล้วก็สามารถทำให้เราไม่รู้สึกเกร็ง หรือว่าตื่นเต้น หรือว่ารู้สึกกดดัน อย่างที่บอก คือเราจะหายจากอารมณ์พวกนั้นไปเลย เนื่องจากผู้กำกับเค้าจะมาคุยกับเราก่อน ว่าเราต้องเล่นอะไร ลายต้องเป็นไปตามนี้นะ บร๊อกกิ้งต้องเป็นไปตามนี้ๆนะ พอได้คุย ได้สัมผัส กับเค้าแล้ว รู้สึกว่าเราสบายใจที่จะได้เล่น เรามีความรู้สึกว่าเราเป็นตัวของเราเอง เราเล่นไปตาม ที่เราเป็นเลย ตรงนี้มันเป็นความพิเศษ มันเป็นความรู้สึกที่ว่าเค้าได้ส่งอารมณ์แบบนี้มาให้เรา ใช้คำพูดแบบนี้กับเรา มันทำให้เราสบายใจที่ได้ร่วมงานกับเค้า แล้วเค้าก็ถือว่าเป็นมืออาชีพมากๆ |
| |
|
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
|
| |
| Q: เคยดู Bangkok dangerous เวอร์ชั่นที่เป็นหนังไทยมั้ยค่ะ |
| P: เคยดูบ้างค่ะแต่ก็ลืมๆ ไปแล้ว ตอนนั้นที่ แบงค์ ปวริญ เล่นนะค่ะ จำได้แค่นั้นนะค่ะ |
| |
| Q: สำหรับเรื่องนี้ เค้าจะพูดถึงความอันตรายในกรุงเทพ แล้วก็พูดถึงสิ่งที่เราจะต้องเจอ อันตรายที่เราจะต้องเจอ ถ้าในชีวิตจริงเป้ยจะต้องเจออันตราย เหมือนในกับหนังเรื่องนี้ จะมีวิธีรับมือ อย่างไรบ้างค่ะ |
| P: ถ้าเกิดเลือกไม่ได้ แล้วต้องเกิดมาเป็นแบอ้อมจริงๆนะ การใช้ชีวิตของเป้ย เป้ยจะหลีกเลี่ยง การไม่เสี่ยงอันตรายไปมากกว่านี้ คือรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องประกอบอาชีพแบบนี้ คือเป็นสาวโคโยตี้ ที่มีความเสี่ยงในด้านการงานด้านอาชีพอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนรอบตัวหรือผู้ใช้บริการก็ตามแต่ ฉะนั้นเป้ยอาจจะหลีกเลี่ยงโดยการไม่ไปเป็นนกต่อ หรือว่าถ้าต้องเป็นจริงๆ ก็อาจจะเก็บตัวให้เงียบ ที่สุด ซึ่งจริงๆในตัวอ้อมเค้าก็เป็นคนอย่างนั้นอยู่แล้ว ก็อาจจะใช้วิธีอย่างอ้อมนะค่ะ อยู่แบบเงียบๆ ไม่แสดงตัวตนออกมาว่าเราเป็นใคร ทำหน้าที่หลักๆของเราก็คือเป็นสาวโคโยตี้ แต่ว่านั่นคืออาชีพ เสริมของเราคือการเป็นนกต่อ ก็คือว่าเงียบเข้าไว้ให้มากที่สุด |
| |
| Q: ถามถึงสิ่งที่ประทับใจจากหนังเรื่องนี้บ้าง ซึ่งฉากที่ประทับใจที่สุด หรือมีบางอย่างที่ประทับ ใจ จาก Bangkok dangerous |
| P: ประทับใจทุกฉากเลยค่ะ ทั้งๆที่บางฉากเราไม่ได้เล่น แต่เราก็ประทับใจ แต่ที่สุดก็คงจะเป็น ฉากที่นิโคลัจ เคจมาช่วย อย่างที่บอก ได้ร่วมงานได้เข้าฉากกับนิโคลัจ เคจด้วย แล้วอีกอย่างนึง เป็นฉากที่ก้องจะต้องแสดงความรักคือแสดงความเป็นห่วงแสดงความรักกับเรา คือต้องปกป้อง คุ้มครองดูแลเรา ซึ่งฉากนี้พี่ชาคริตเล่นได้ถึงอารมณ์ ถึงบทบาท ทำให้เรารู้สึกได้ว่า เค้าเป็นห่วงเรา จริงๆ คงเป็นฉากนั้นนะค่ะ |
| |
| Q: สุดท้ายนี้ ถ้าถามในฐานะที่เป้ยเป็นคนดูหนัง เป้ยคิดว่า Bangkok dangerous มีอะไรที่น่าสนใจแล้วอยากดู Bangkok dangerousเพราะอะไร |
| P: หลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวงาน ตัวนักแสดง ตัว production ตีมเรื่องเป็นอะไรที่น่า สนใจอยู่แล้ว แล้วก็เกี่ยวกับกรุงเทพฯด้วย แต่ว่าเนื้อหาก็ไม่ได้สื่อว่ากรุงเทพเป็นยังไง แต่ก็มี location หลักที่กรุงเทพ ใช้เมืองไทยเป็น location หลัก เป้ยก็อยากจะให้มาดูกัน ซึ่งมันน่าสนใจ แล้วอีกอย่างนึงได้เห็นศักยภาพของนักแสดงคนไทย แล้วก็เห็นศักยภาพของผู้กำกับซึ่งเป็นคนไทย เหมือนกัน ตรงนี้อะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเป้ยว่าน่าลองมาชมมาดูกัน |
| |
| Q: อยากฝากอะไรบ้าง |
| P: ก็อยากจะฝากถึงผลงานเรื่อง Bangkok dangerous ซึ่งเราได้เห็นถึงศักยภาพของ นักแสดงคนไทย สามารถร่วมงานกับฮอลิวู๊ดได้ เป็นอะไรที่สุด เป็นสิ่งที่น่าปลื้มแทนคนไทย อีกอย่าง location ก็เป็นเมืองไทยด้วย จึงอยากให้มาชมกันในวันที่ 4 กันยายน นี้ Bangkok dangerous เข้าโรงแน่นอนค่ะ |
| |