+Home
  +ADThai
  +ADInter
  +ADMovie
  +Scoop Intrend
  +Top 10
  +ADSociety
  +ADBoard
  +Contact us
นามแฝง
 
รหัสผ่าน
 
     
  Login อัตโนมัติ
     
 
 
 
 
 
      
 
Email
Password
 
  จดจำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
 
 
 +Home
 
  +ADThai
 
 +ADInter
 
 +ADMovie
 
 +Scoop Intrend
 
 +Top 10
 
 +ADSociety
 
 +ADBoard
 
 +Contact Us
 
 
 +ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีย้อนหลัง    
 
 
 
   
     
 
 

Pride and Glory “สิ่งสุดท้ายที่คุณอยากรู้นั้นก็คือ...ความจริง”

 
เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์ เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
  สัญชาติ อเมริกัน
  ประเภท ดราม่า / อาชญากรรม
  อำนวยการสร้าง เกร็ก โอคอนเนอร์ (Miracle, Tumbleweeds)
  กำกับ/เขียนบท กาวิน โอคอนเนอร์ (Miracle, Tumbleweeds)
  เขียนบท โจ คานาร์ฮาน (Narc, Smokin’ Aces)
  นำแสดง โคลิน ฟาร์เรล (Miami Vice, The New World)
เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน (Incredible Hulk, The Italian Job)
จอห์น วอยต์ (National Treasure, Tranformers)
โนอาห์ เอ็มเมอร์ริช (The Truman Show, Little Children)
  กำหนดฉาย 18 ธันวาคม 2008
  จัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์
 
เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
     เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, โคลิน ฟาร์เรล, จอน วอยต์ และ โนอาห์ เอ็มเมอร์ริช ร่วมนำแสดงใน Pride and Glory ภาพยนตร์ที่ตีแผ่ให้เห็นถึงครอบครัวตำรวจหลายเจเนเรชั่น ที่พบว่าพวกเขาต้องยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับความทุจริต รวมถึงด้านมืดของกรมตำรวจในมหานครกรุงนิวยอร์ค

จากการซุ่มยิงที่ทำให้มีตำรวจเสียชีวิตสี่นาย ก็ทำให้ทั้งกรมตำรวจคอยตื่นระวังและต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดัน ขณะที่คนร้ายยังคงลอยนวลอยู่ สารวัตรใหญ่แห่งกรมตำรวจนิวยอร์ค ฟรานซิส เทียร์นี่ย์ ซีเนียร์ (จอน วอยต์) จึงได้ขอให้ เรย์ เทียร์นี่ย์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ลูกชายคนเล็กของเขา เป็นหัวหน้าคดีในการสืบสวนคดีนี้ ถึงแม้ว่า เรย์ จะไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วม เพราะตำรวจที่เสียชีวิตนั้นเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของ ฟรานซิส เทียร์นี่ย์ จูเนียร์ (โนอาห์ เอ็มเมอร์ริช) พี่ชายคนโต และ จิมมี่ อีแกน (โคลิน ฟาร์เรล) พี่เขยของเขา

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ถ้ามองดูจากภายนอกแล้ว มันอาจจะดูเหมือนผลพวงจากการบุกจับแก็งค์ค้ายาเสพติดทั่วไป แต่เมื่อ เรย์ ยิ่งถลำลึกลงไปในคดีนี้มากเท่าไร เขาก็พบว่ามีใครบางคน ที่ส่งข่าวให้แก็งค์ค้ายารู้ตัวว่าพวกตำรวจกำลังมา หรือพูดว่ายๆนั้นก็คือมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในกรมตำรวจ และยิ่งแย่ไปกว่านั้น หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ไปยังทิศทางที่เขาไม่อยากแม้แต่คิดถึง นั้นก็คือพี่เขยและพี่ชายแท้ๆของเขานั้นเอง ซึ่งมันก็เกิดคำถามขึ้นมากมายภายในจิตใจของ เรย์ เมื่อเขาต้องเลือกระหว่างความจงรักภักดีต่อคนในครอบครัว หรือต่อกรมตำรวจ

Pride and Glory กำกับโดย กาวิน โอคอนเนอร์ (Miracle) โดยเป็นบทภาพยนตร์ของ โจ คาร์นาฮาน และ กาวิน โอคอนเนอร์ อำนวยการสร้งโดย เกร็ก โอคอนเนอร์ และดูแลการสร้างโดย โทบี้ เอ็มเมอร์ริช, เคล บอยเตอร์ และ มาร์คัส วิสซิดี้ ร่วมอำนวยการสร้างโดย จอช ฟาแกน และ โรเบิร์ต โฮป

นักแสดงสมทบที่เหลือประกอบไปด้วย เจนนิเฟอร์ อีลีห์, จอห์น ออติส, ชีอา วิงค์แฮม, แฟรงค์ กริลโล และ เลค เบล ส่วนทีมงานสร้างนั้นก็ประกอบไปด้วย ผู้กำกับภาพ เด็คแคลน ควินน์, ผู้ออกแบบงานสร้าง แดน ลีห์, ผู้ตัดต่อภาพ ลิซ่า ซีโน่ เชอร์กิ้น และ จอห์น กิลรอย, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อบิเกล เมอร์เร่ย์ และผู้ประพันธ์เพลง มาร์ค อิสแฮม
 

“กำแพงสีน้ำเงิน”

 
เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
     บุตรชายของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงนิวยอร์ค ผู้กำกับ/เขียนบท กาวิน โอคอนเนอร์ และพี่ชายฝาแฝดของเขา เกร็ก โอคอนเนอร์ ต่างก็มีความเข้าใจถึงความผูกพันธ์ของครอบครัวตำรวจ กาวิน ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้าง Pride and Glory ว่า "ผมอยากที่จะเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกรมตำรวจเมืองนิวยอร์ค โดยต้องการสำรวจถึงโลกอีกด้านนึงที่มันมีอยู่จริง ผมยังอยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ด้วยความที่ผมเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีความจงรักภักดีต่อเพื่อนพ้องซึ่งเป็นตำรวจด้วยแล้ว ผมเข้าใจถึงปัญหาภายใน ที่พ่อของผมอาจจะต้องเผชิญหน้าและดิ้นรนต่อสู้ ว่ามันจำเป็นต้องเลือกฝั่งว่าคุณจะอยู่ฝากไหนไปเลย เพราะมันมีมีคำว่าการอยู่ตรงกลางในโลกนี้

เกร็ก กล่าวถึงเรื่องแรงบันดาลใจในการสร้างว่า "ในช่วงหนึ่งของชีวิต พวกเราก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในโลกใบนั้น มันอาจจะเป็นเพราะการที่เติบโตขึ้นมาเห็นพ่อที่เป็นตำรวจ แต่แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วพวกเราก็ไม่ได้เป็น แต่พวกเราก็เติบโตมาพร้อมกับมัน และมันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ผมคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของพวกเรา ในมุมมองที่มีต่อโลกของตำรวจ”

เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน รับบทเป็น เรย์ เทียร์นี่ย์ ตำรวจสืบสวนที่ต้องสืบคดีฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สุดท้ายแล้วอาจจะเกี่ยวโยงถึงคนในครอบครัวของตัวเอง ซึ่งมันก็กลายเป็นบททดสอบความจงรักภักดีของ เรย์ มันไม่มีทางออกที่สบาย และไม่ว่าตัวเลือกใดก็ตามที่เขาเลือก มันก็จะทำให้คนที่เขารักเจ็บปวดเหมือนกันทั้งหมด

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

นอร์ตัน ได้พูดถึงสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "ผมคิดว่าเรื่องนี้พูดถึงศีลธรรมในจิตใจของคน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และประสบกับความยากลำบากจากการต้องยอมรับสถาพ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ เรย์ ต้องเลือกที่บีบบังคับ โดยเขาต้องเลือกระหว่างความจงรักภักดีต่อครอบครัวหรือสถาบันตำรวจ ระหว่างกฏหมายและกฎของศีลธรรม ไม่มีการตัดสินในชะตาของตัวละคร มันเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจสำหรับใครก็ตามที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน คำถามจะถูกยกขึ้นมาว่าอะไรคือจุดพลิกผัน? เมื่อไรที่เขาจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง? และเมื่อไรที่เขาจะถึงจุดที่ไม่สามารถอดกลั้นได้? ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นบทเรียนราคาแพง ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวของเขา

โคลิน ฟาร์เรล แสดงเป็น จิมมี่ อีแกน พี่เขยของ เรย์ เขาเป็นตำรวจที่ยืนอยู่บนเส้นทางที่อันตราย โดยทำงานให้กับทั้งสองฝากฝั่งของกฏหมาย และก็เป็นชนวนหลักในการสร้างเหตุการณ์ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฟาร์เรล ได้เล่าถึงแรงจูงใจของตัวละครตัวนี้ว่า “ผมเข้าใจถึงความสิ้นหวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องต่อสู้กับอาชญากรเหมือนกับการจับปูใส่กระด้ง มันจะต้องมีเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่เสมอ ที่มีแต่อาชญากรหน้าเดิมๆ มันเกี่ยวกับตำรวจที่รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่พวกเขาต้องออกไปเสี่ยงชีวิตทุกๆวัน มันน่าหงุดหงิดที่เขสอาจจะจับใครได้แล้วในวันนี้ แต่พออาทิตย์ต่อมาคนๆนั้นก็ออกไปก่ออาชญากรรมเหมือนเดิม นั้นเป็นสาเหตุที่ จิมมี่ ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง"

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เกร็ก กล่าวเสริมว่า "มีตัวอย่างให้เห็นอยู่หลายครั้ง ที่คนดีๆต้องทำสิ่งที่แย่เพื่อรักษาชื่อของสถาบันที่เขารับใช้อยู่ ซึ่งสถาบันนั้นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้าย แต่มันเกิดขึ้นเพราะเหตุผลในการป้องกันตัวเอง ซึ่งผู้คนในนั้นก็มีศักยภาพที่จะทำเรื่องชั่วร้ายได้ ถึงแม้ว่ามันจะเพื่อเหตุผลที่ดีก็ตาม"

กาวิน เล่าว่า ถึงแม้ว่าตัวละครและเนื้อเรื่องของ Pride and Glory จะเป็นเรื่องของการรักษาชื่อเสียงของกรมตำรวจ แต่นี้ก็ไม่ใช่สถาบันเดียวที่พยายามตัดขาดจากคนที่อยู่ภายนอก โดยเฉพาะในการเผชิญหน้ากับการคอรัปชั่นภายใน เขาชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างในสถาบันที่อยู่นอกเหนือจากกรมตำรวจ ที่รวมถึงรัฐบาลและบริษัทใหญ่ๆ "บ่อยครั้งที่สถาบันหลายแห่งออกกฏของตัวเอง ผมอยากที่จะใช้สถาบันตำรวจเป็นตัวเปรียบเทียบในความคิดนี้ พวกเรามักจะได้ยินกับคำว่า "กำแพงสีน้ำเงินที่เงียบสงบ" ผมอยากจะลงไปสำรวจถึงไอเดีย ของการที่ไม่มีอะไรจะทิ่มแทงทะลุสัตยาบันของตำรวจได้ และคำว่า “เกียรติยศ” และ “ศักดิ์ศรี” ก็มักจะถูกตำรวจที่ซื่อสัตย์หยิบมาอ้างถึง เมื่อพวกเขาได้เข้าพบกับอะไรบางอย่างที่คิดว่าไม่ถูกต้อง เราได้ยินคนอื่นพูดกันมาว่า "ตำรวจหลั่งเลือดเป็นสีน้ำเงิน" เพราะว่าพวกเขาสร้างระบบด้วยตัวของพวกเขาเอง แต่เบื้องหลังกำแพงสีน้ำเงินนั้น เมื่อกลับมาอาศัยอยู่กับครอบครัวที่บ้านแล้ว พวกเขาก็กลับมาหลั่งเลือดสีแดงเหมือนเดิม มันน่าสนใจตรงที่ ถ้าเกิดเลือดทั้งสองสีมันเกิดผสมเข้าด้วยกัน มันจะเกิดอะไรขึ้น? ความจงรักภักดีของคุณจะอยู่ตรงไหน? ผมว่านั้นแหละคือต้นกำเนิดของภาพยนตร์นี้”

พี่น้อง โอคอนเนอร์ ทำงานร่วมกับนักสืบ/ตำรวจที่เกษียญแล้วอย่าง โรเบิร์ต โฮป เพื่อสร้างความสมจริงให้กับ Pride and Glory โดย โฮป ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้าง และที่ปรึกษาทางเทคนิคให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเขาได้กล่าวว่า "กาวิน ต้องการให้มันดูสมจริง เขาต้องการระบบคำศัพท์ทุกอย่างออกมาให้ถูกต้องทุกตัวอักษร”
 

“เบื้องหลังตราตำรวจ”

 
เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
     นักแสดงคนแรกที่ถูกพิจารณาในการแสดงในเรื่อง Pride and Glory คือ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน โดย เกร็ก ได้เล่าถึงการตัดสินใจนี้ว่า "กาวิน และผมต่างก็คิดว่า เอ็ดเวิร์ด คือนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก และเขาก็เป็นตัวเลือกแรกสุดในการแสดงเป็น เรย์”

กาวิน เสริมว่า นอร์ตัน เองก็รู้สึกสนใจในการพัฒนาตัวละครที่เขาต้องแสดงเช่นกัน "พวกเราปูภูมิหลังให้ตัวละครอย่าง เรย์ มากที่สุด โดยเขาเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการตำรวจมาก่อน จนกระทั่งต้องมาพบกับสถานการณ์บางอย่างในอดีต ที่ลดความมั่นใจของเขา และหลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ในแผนกคนหาย ซึ่งว่ากันว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่ในแผนกคนหาย นั้นก็เหมือนกับการถูกส่งไปยังไซบีเรีย ซึ่งตำรวจที่กำลังรุ่งก็คงไม่เลือกที่จะไปอยู่ในแผนกคนหายแน่นอน แต่ เรย์ รู้สึกผิดกับอะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เขาอยากที่จะหลบหนีจากปัญหาที่คอยรบกวนจิตใจของตัวเองอยู่"

แต่การอยู่ในแผนกคนหายของ เรย์ นั้น ก็จบลงเมื่อพ่อของเขา ที่เป็นสารวัตรใหญ่ของเกาะแมนฮัตตัน ขอให้เขาช่วยสืบคดีที่เกี่ยวกับการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์คสี่นาย ที่หนึ่งในนั้นก็คือคู่หูและเพื่อนเก่าของ เรย์ อีกด้วย ถึงแม้ว่ามันจะไม่เกี่ยวกับแผนกที่เขาย้ายมาอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่ เรย์ ก็ต้องยอมตกลงแบบไม่เต็มใจนัก เมื่อพ่อของเขาเป็นคนเอ่ยปากขอร้องให้ทำคดีนี้ด้วยตัวเอง

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

นอร์ตัน พูดถึงตัวละครที่เขาแสดงว่า "ผมคิดว่าพ่อของ เรย์ รวมถึงพี่ชายและเพื่อนร่วมงาน ต่างก็คิดว่าเขาต้องการจะกลับเข้าไปในเกมส์ แต่ความลับของ เรย์ นั้นมันมีมากกว่าที่เขาจะยอมทำใจกลับไปเป็นดังเดิมได้ ผมคิดว่าทุกคนในเรื่องไม่เข้าใจถึงความเป็นอิสระจากภาระหน้าที่ของเขา ซึ่งมันก็มากพอแล้วในการแบกรับอีกเหตุการณ์หนึ่งในอดีต สถานการณ์ที่บีบบังคับให้ เรย์ ต้องเลือก เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้เล่นมาก่อน มันเป็นความขัดแย้งในประโยชน์ส่วนตัวของเขา และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ระหว่างความจงรักภักดีต่อสหายตำรวจและครอบครัวของเขาที่บ้าน"

นอร์ตัน กล่าวต่อว่า "มันเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผมในถานะนักแสดง เพราะว่าแรกเริ่มเลยคุณจะสงสัยว่า "เขาเป็นอะไร" แต่เมื่อเรื่องราวเริ่มที่จะถูกคลี่คลายออกมาอย่างช้าๆ มันก็จะนำไปสู่ความจริง ที่ทำให้คุณเข้าใจในที่สุด"

ซึ่งความจริงนั้นมันใกล้ชีวิตส่วนตัวของ เรย์ มากกว่าที่เขาคาดเอาไว้ เมื่อหลักฐานทุกอย่างต่างชี้ตรงไปสมาชิกครอบครัวของเขาเอง ซึ่งรวมถึงพี่เขยของเขาอย่าง จิมมี่ อีแกน โดย โคลิน ฟาร์เรล รับบทเป็น จิมมี่ ตำรวจที่ปล่อยให้อารมณ์และความโลภเข้าครอบงำสิ่งที่เขาสรรเสริญ ซึ่งทำให้เขาต้องพยายามรักษาอาชีพการงานและครอบครัวของเขา ที่เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฟาร์เรล เล่าถึงตัวละครที่เขาแสดงว่า "จิมมี่ คือตำรวจที่แต่งงานกับครอบครัวตำรวจ พ่อและพี่ของภรรยาของเขาก็ล้วนแต่เป็นตำรวจ เราจะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ก้าวออกไปอีกฝั่งหนึ่งของกฎหมาย ซึ่งตอนแรกก็อาจจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ก่อนที่เขาจะก้าวออกไปอีกครั้ง และอีกครั้ง ซึ่งก่อนที่เขาจะรู้สึกตัว เส้นแบ่งระหว่างสองฝั่งมันก็ได้เลือนหายไปจากสายตาของเขาแล้ว ในหลายมุมมอง ผมคิดว่า จิมมี่ มียังมีอีกด้านหนึ่งในบุคลิกของตัวเอง คือมันยังมีความอ่อนโยนในตัวเขา และก็ยังมีความอ่อนไหวในเรื่องความรัก แต่เขาก็ยังมีความโกรธแค้นและความกลัวอยู่ในตัวอีกด้วย”

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กาวิน พูดถึง โคลิน ว่า "ผมเป็นแฟนหนังของเขามาโดยตลอด ผมนัดกับเขาและเราก็ได้พูดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น และเส้นทางที่ตัวละครที่ชื่อ จิมมี่ ต้องดำเนินไป จุดมุ่งหมายของพวกเราคือ เราจะสามารถใส่ความเป็นมนุษย์ และเหตุผลที่ทำให้เขาก้าวล้ำในเรื่องของความถูกต้องไปได้อย่างไร หลายครั้งที่เขาต้องเห็นเหล่าอาญชากรที่ถูกจับตัว ถูกปล่อยตัวออกมาเดินเฉิดฉายอยู่บนท้องถนน และทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำให้ จิมมี่ หมดความอดกลั้น เขาคิดว่าเขาสามารถทำในสิ่งตรงกันข้ามได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว จิมมี่ ก็ได้มาเข้าใจว่า เขาสามารถใช้อาชีพการงานของเขา ให้มีประโยชน์กับการอยู่รอดของตัวเอง

ฟาร์เรล เสริมว่า "เส้นทางที่ จิมมี่ เลือกที่จะดำเนินชีวิตบนท้องถนน เริ่มที่จะแทรกซึมเข้ามาในบ้านและครอบครัวของเขา ซึ่งสุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็พังทลาย มันมีผลที่ตามมาของการกระทำของเขา และทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องสูญเสียในหลายสิ่งหลายอย่าง"

ซึ่งผลที่ตามมาจากการกระทำของ จิมมี่ ส่งผลขึ้นไปถึงตำรวจที่มียศสูงที่สุดในกรมตำรวจ และยังเป็นหัวหน้าครอบครัว สำหรับ จิมมี่ แล้ว ทั้งคู่เสมือนคนที่อยู่ในร่างเดียวกัน พ่อตาของเขา ฟรานซิส เทียร์นี่ย์ ซีเนียร์ ที่เป็นสารวัตรใหญ่ของเกาะแมนฮัตตัน

จอน วอยต์ รับบทเป็น สารวัตรเทียร์นี่ย์ ได้ตั้งข้อสังเกตุในตัวละครที่เขาแสดงว่า "เขาเป็นผู้ชายที่รักครอบครัว และภูมิใจในการสืบทอดตำนานของตระกูล ที่ส่งต่อไปยังลูกชายทั้งสองคนของเขา และก็ยังรวมถึงลูกสาวที่แต่งงานกับตำรวจด้วย แต่ตอนนี้เขาต้องรับมือกับความจริงที่ว่า ครอบครัวของเขาเองอาจจะเกี่ยวข้องกับบางสิ่ง ที่อยู่ตรงข้ามกับทุกสิ่งที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต”

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

วอยต์ เสริมว่า "พวกเราต่างพึ่งพาตำรวจให้ปกป้องและดูแลพวกเรา หวังให้พวกเขาคอยดูแลท้องถนนให้ปลอดภัยสำหรับประชาชน ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ต้องย่างกรายเข้าไปในพื้นที่อันตราย เพื่อที่จะได้ทำงานของตัวเอง มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่พวกเขาจะมีความเข้มแข็งพอ ที่จะยึดเหนี่ยวกับแรงกดดันที่มากมายมหาศาลเช่นนี้"

กาวิน ได้พูดถึงการได้ร่วมงานกับ จอน วอยต์ ว่า "จอน มีทั้งจิตวิญญาณ และพลังงานที่จะมอบให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ และเขายังเข้าใจในสิ่งที่พวกเราพยายามที่จะพูด ผมรู้สึกเป็นเกียรติและสนุกมากที่ได้ร่วมงานกับเขา ผมคิดว่าเขาได้มอบผลงานการแสดงที่งดงามเอาไว้ให้กับเรา"

เกร็ก เสริมว่า "ทุกๆคนต่างก็รู้สึกตื่นเต้นในการร่วมงานกับ จอน เพราะว่าเขาเป็นตำนานนักแสดงคนหนึ่ง เขาได้นำเอาความมีเกียรติเมื่อเขาก้าวเข้ามาในกองถ่าย คุณจะเชื่อโดยไม่มีเงื่อนไขว่า เขาคือหัวหน้าของครอบครัวนี้ เขาเป็นตัวแทนของเรื่องศีลธรรม และความหมายของการทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเขาก็ได้สอนมันให้กับลูกของเขา

โนอาห์ เอ็มเมอร์ริช แสดงเป็น ฟรานซิส เทียร์นีย์ จูเนียร์ ลูกชายคนโดตของครอบครัว เขาเป็นสารวัตรตำรวจที่ต้องเผชิญหน้ากับศึกทั้งสองด้าน เมื่อมีการเสียชีวิตของตำรวจสี่นาย ที่ถ้าถูกเปิดโปงแล้วก็อาจจะทำลายอาชีพการงานและครอบครัวของเขา และภรรยาที่กำลังป่วย ที่กำลังจะตายเมื่อเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอีกด้วย

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เอ็มเมอร์ริช เล่าถึงตัวละคนที่เขาแสดงว่า "เขาเป็นตัวละครที่ได้รับความทรมานที่สุด ภรรยาของเขากำลังจะตาย อาชีพของเขากำลังถึงจุดจบ และเขาก็ถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับตัวเลือกที่เขาได้เลือกเอาไว้แล้ว ซึ่งอาจจะนำเขาไปสู่จุดจบที่น่าสงสาร มันมีความเจ็บปวดที่อยู่ในตัวละครตัวนี้มาก แต่มันก็ยังมีเรื่องของการเติบโต เขาเปลี่ยนไปมากในการดำเนินเรื่องและมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สำหรับผมในถานะนักแสดงที่ต้องเล่นตัวละครนี้"

Pride and Glory เป็นการร่วมงานครั้งที่สาม ระหว่าง เอ็มเมอร์ริช และ สองพี่น้องโอคอนเนอร์ ต่อจาก Tumbleweeds และ Miracle โดย เกร็ก เล่าว่า "พวกเรารู้สึกเหมือนว่า โนอาห์ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมโดยธรรมชาติ และ กาวิน ก็จินตนาการถึงเขามาโดยตลอด ในการมารับบทเป็น ฟรานซิส จูเนียร์"

กาวิน เสริมว่า "ในบางมุมมอง ฟรานซิส จูเนียร์ อาจจะเป็นบทที่อยากที่สุดในภาพยนตร์ เพราะว่าเขามีความขัดแย้งในใจสองอัน ที่เขาต้องหาทางที่จะประนีประนอม เขามีสงครามในบ้านที่เขาต้องสู้กับอาการป่วยของภรรยา และเขาก็มีสงครามในกรมตำรวจที่กำลังจะประทุขึ้น นั้นเป็นบทที่มีความซับซ้อน และนั้นเป็นเหตุผลที่ผมเลือก โนอาห์”

อาการป่วยของ แอ็บบี้ เทียร์นี่ย์ ไม่เป็นเพียงแต่บททดสอบที่ยากลำบาก แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นในการกระทำของสามีของเธอ เอ็มเมอร์ริช เล่าว่า "สิ่งที่เป็นเหมือนเรื่องตลกเกี่ยวกับ แอ๊บบี้ คือถึงแม้ว่าเธอจะเป็นมะเร็งในระยะสุดท้ายแล้ว ในความคิดเห็นของผม เธอเป็นคนที่แข็งแรงและพึ่งได้มากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งจริงๆแล้ว ความแข็งแกร่งของเธอช่วยเปลี่ยนให้ ฟรานซิส กลายเป็นคนที่แกร่งและดีขึ้น ผมว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองมันช่างสวยงาม นี้แหละคือรักแท้"

แอ๊บบี้ แสดงโดยนักแสดงละครเวทีชื่อดัง เจนนิเฟอร์ อีลีห์ โดยเธอได้พูดถึงแรงจูงใจในตัวละครที่เธอเล่นไว้ว่า "แอ๊บบี้ คอยเตือนสามีของเธอถึงเรื่องศีลธรรม และแสดงให้เขารู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำให้เธอได้นั้น ก็คือเป็นผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยตั้งแต่ทีแรก และห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของลูก" โดย กาวิน ได้พูดถึง เจนนิเฟอร์ ว่า "เธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ เธอทุ่มเทให้กับบทนี้มาก ผมคิดว่าอนาคตคงได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับเธออีกครั้ง เธอเยี่ยมจริงๆ"

เมแกน เป็นภรรยาของ จิมมี่ อีแกน โดยเธอไม่รู้ว่าสามีของเธอนั้น ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวในกรมตำรวจ ที่กำลังเป็นหน้าหนึ่งในขณะนี้ และเมื่อสถานการณ์เริ่มกลับกลายเป็นแย่ลงเรื่อยๆ เธอก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ โดย เลค เบล ที่รับบทเป็น เมแกน ได้พูดถึงตัวละครที่เธอเล่นว่า "เธอเป็นสิ่งที่ทำให้ จิมมี่ รู้ว่า เขาต้องรับผลกรรมอะไรบ้างจากการกระทำ เขาคิดว่าตัวเองเป็นสามีและพ่อที่ดี แต่เขาเริ่มที่จะรู้ตัวว่า สิ่งที่เขาทำไปมันส่งผลร้ายให้กับภรรยาและลูกของเขา"

กาวิน เล่าถึงการเจอกับ เลค ว่า "เมื่อเธอเดินเข้ามาทดสอบบท ผมก็รู้ทันทีเลยว่าเธอคือ เมแกน เธอเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม เธอสวมบทเป็นตัวละครที่ได้อย่างที่ผมวาดภาพเธอเอาไว้ในใจ ผมคิดว่าเธอและ โคลิน แสดงคู่กันได้อย่างลงตัวและเหมาะสมมาก"

นักแสดงสมทบหลักของ Pride and Glory ประกอบไปด้วย จอห์น ออทิส, แฟรงค์ กริลโล และ ชีอา วิงค์แฮม ที่รับบทเป็นตำรวจที่ทำงานร่วมกับ จิมมี่ อีแกน ซึ่งเป็นตำรวจที่ทำงานอยู่ทั้งสองฝั่งของกฎหมาย แมนนี่ เปเรซ แสดงเป็น โคโค่ โดมิงเกวช ที่กุมความลับบางอย่างเอาไว้ และ จิมมี่ ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มันมา รามอน โรดริเกวช แสดงเป็น แองเจิล เทโซ่ นักค้ายาและคนฆ่าตำรวจที่กลายเป็นเป้าหมายของการตามล่า และ ริค กอนซาเลส แสดงเป็น อีลาดิโอ คาซาโด นักค้ายาคู่ปรับ ที่ใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือ เท่ากับที่ตำรวจใช้เขาเป็นเครื่องมือเช่นกัน

กาวิน กล่าวสรุปว่า "นักแสดงทุกคนต่างก็เล่นกันได้อย่างเต็มที่ ทัศนคติของผมก็คือ ถึงแม้นักแสดงคนนั้นจะมีบทเพียงแค่ฉากเดียวในเรื่อง แต่ตัวละครนั้นก็ถือได้ว่ามีคุณค่าต่อเนื้อเรื่อง ที่พวกเขาช่วยพากันไปให้ถึงจุดหมาย ทุกเศษเสี้ยวของปริศนาก็มีความหมาย เพราะมันจะนำไปสู่ภาพรวมที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สมบูรณ์ ผมรู้สึกภูมิใจในนักแสดงทุกคน เพราะว่าพวกเขาได้ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจให้กับตัวละครที่เล่นจริงๆ"
 

“การโลดแล่นสู่ท้องถนน”

 
เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
     ก่อนหน้าการถ่ายทำหลายอาทิตย์ นักแสดงทุกคนก็เริ่มเตรียมตัวทั้งในเรื่องจิตใจและร่างกาย ในบทที่ตัวเองต้องเล่น ซึ่งความสมจริงนั้นก็เป็นสิ่งที่ กาวิน ให้ความสำคัญที่สุด โดยเขาเป็นคนเสนอแนะให้นักแสดงทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว และรวมถึงพยายามสวมบทว่าตัวเองเป็นตำรวจอีกด้วย

กาวิน เล่าถึงเหตุผลในวิธีการของเขาว่า "ตัวละครหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ครอบครัวที่มีภูมิหลังร่วมกันมาเป็นทศวรรษ ความสำคัญมันไม่ได้อยู่แค่ในบทพูด แต่มันยังรวมถึงการกระทำด้วย คุณต้องเข้าถึงพฤติกรรมและวิธีที่พวกเขาเชื่อมความสัมพันธ์กัน ซึ่งคำถามก็อยู่ที่ว่า คุณจะทำอย่างไรในการสร้างความคุ้นเคยในเวลาที่จำกัดเช่นนี้? คุณทำมันได้โดยจับคนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ ที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากันทุกๆวัน พวกเราตัดสินใจทำเวิร์คช๊อป ที่พวกเราต่างช่วยกันสร้างพื้นหลังของครอบครัว และการทดสอบบทไม่ต้องเตรียมตัว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเราต้องรู้สึกสนุกไปกับมันเท่านั้นเอง"

ซึ่งนักแสดงต่างก็เห็นด้วยกับการทำเวิร์กช็อป ที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาในภาพยนตร์ดูสมจริง เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ได้กล่าวว่า "เวลาที่ใช้ร่วมกันทำให้เกิดความเป็นกันเองขึ้น และพวกเรารู้สึกเหมือนว่าเป็นครอบครัวเดียวจริงๆ โดยฉากที่พวกเราต้องแสดงเป็นครอบครัวนั้นมันเยี่ยมมาก มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเราสามารถคำนวนกันออกมาได้ว่าเป็นแบบนี้ หรือว่าจะต้องเป็นแบบนั้น แต่มันเกี่ยวกับการเกิดขึ้นเองและการไหลลื่นไปตามธรรมชาติมากกว่า"

เอ็มเมอร์ริช รำลึกถึงการแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "มันเหมือนการออกไปผจญภัย ทั้งเรื่องการแสดงสด รวมถึงการพูดคุยกันก่อนเริ่มถ่ายทำ พวกเรากระโจนลงไปในบทภาพยนตร์ ฉากต่อฉาก บทพูดต่อบทพูด พวกเราสามารถทดลองแสดงจากอีกมุมมองนึงได้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับนักเขียนเพียงคนเดียว กาวิน สนับสนุนให้พวกเราตั้งคำถาม และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ หรือปัญหาของพวกเราที่มีต่อไอเดียนั้นๆ และพวกเราก็ได้ตอบสนองอย่างกระตือรือร้น มันเป็นการร่วมมือกันสร้างภาพยนตร์ที่สนุกมาก"

เรื่องย่อ ภาพยนตร์ Pride and Glory movie thriller murder criminal movie หนังทริลเลอร์ อาชญากรรม โคลิน ฟาร์เรล Colin Farrell เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน Edward Norton จอห์น วอย Jon Voight โนอาห์ เอ็มเมอริท Noah Emmerich กาวิน โอคอนเนอร์ Gavin O'Connor มงคลเมเจอร์
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

นอร์ตัน ได้พูดถึงการร่วมมือกัน ทำให้เขาได้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ในตัวของผู้กำกับ กาวิน โอคอนเนอร์ "มันไม่ใช่แค่การกำกับภาพยนตร์ มันเกี่ยวกับการเป็นแรงขับเคลื่อนด้วย กาวิน มีความหลงไหลในวัตถุดิบชิ้นนี้สูง เขาพร้อมที่จะเสนอสิ่งที่ได้จินตนาการเอาไว้ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ทดลอง และเขาก็รับมือกับเสียงวิจารณ์ได้ด้วยความสมดุลของอารมณ์และจิตใจ ผมไม่คิดว่าเขาเคยหยุดนิ่งเลย ซึ่งมันเป็นประโยชน์ก็เรื่องนี้มาก เพราะว่ามันอาจจะมีบางสิ่งที่ดีและคาดไม่ถึงโผล่ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้"

เกร็ก พูดถึงน้องชายฝาแฝดของเขาว่า "กาวิน รักที่จะร่วมงานกับนักแสดง เขาต้องการให้พวกเขาทุ่มใจลงไปในตัวละครที่พวกเขาเล่น เหมือนกับที่เขาได้ทุ่มลงไป เขายังต้องการให้ทุกอย่างดูถูกต้อง ทั้งเรื่องความสมจริงและเรื่องอารมณ์ เริ่มด้วยการอยู่ร่วมกันของนักแสดงทั้งหมด และในส่วนที่นักแสดงที่เล่นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาก็เสนอให้พวกเขาใช้เวลาร่วมกับตำรวจจริง นั่งรถไปกับพวกเขา หรือฝึกในสถานที่ที่ตำรวจฝึก มันเป็นเรื่องของการสวมรอยเป็นตำรวจ พูดในแบบที่ตำรวจพูด และเข้าใจในแบบอย่างที่ตำรวจเข้าใจ"

กาวิน เผยว่า "พวกเราพยายามให้นักแสดงของเราอยู่ร่วมกับตำรวจจริงมากที่สุด เอ็ดเวิร์ด ใช้เวลาร่วมกับนักสืบคดีฆาตกรรมจริงๆ โคลิน ก็นั่งรถไปกับตำรวจที่อยู่ในแผนกปราบปรามยาเสพติด และ โนอาห์ ก็ใช้เวลาอยู่กับรองสารวัตรตำรวจ โดยปรึกษาอวุโสของเรา ริค ทิเรลลิ มีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เช่นเดียวกับ ทอม พิวคิงตัน และ โรเบิร์ต โฮป โดยพวกเขาทั้งสามคนยังมีส่วนช่วยในการชักชวนเจ้าหน้าที่ตำรวจอวุโส มาแสดงเป็นตำรวจในเรื่องนี้ โดยในฉากเปิดของการเรื่องนี้ ก็จะเป็นตำรวจจริงที่เกษียณแล้วเกือบทั้งสิ้น"

นักแสดงหลักหลายคนในเรื่อง ก็เดินทางไปศูนย์ฝึกของกรมตำรวจในย่านบร๊องค์ นอร์ตัน ได้พูดถึงประสบการณ์ที่เขาได้รับว่า "พวกเราได้ทำการฝึกใช้ปืน และเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะว่าคุณต้องเคลื่อนไหวให้ได้อย่างที่พวกเขาถูกฝึกมาจริงๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว การเตรียมตัวของผมคือการได้พูดคุยกับจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ฟังเรื่องราวที่พวกเขาต้องทำในสิ่งที่ทำ และได้ทราบถึงการตอบโต้ของพวกเขาในสถานการณ์ตับขันบางครั้ง ผมพบว่ามันน่าสนใจ เพราะว่าส่วนที่ดีที่สุดของการเป็นนักแสดงคือสิ่งที่เรียกว่า "ห้องเรียน" ที่คุณจะได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นในเรื่องนี้ที่ผมต้องแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองนิวยอร์ค ภายในระยะเวลาแค่สี่เดือน มันยอดเยี่ยมจริงๆ"

โคลิน ฟาร์เรล ได้เล่าถึงประสบการณ์ ระหว่างที่เขาเฝ้าสังเกตุการณ์ในความสัมพันธ์ของตำรวจ ในทีมอเมริกันของกรมตำรวจจนิวยอร์ค ในฉากเปิดของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดก็คือ มิตรภาพที่ตำรวจมีให้ต่อกัน คุณจะได้รู้ถึงมิตรภาพระหว่างตำรวจ เมื่อคุณได้ใช้เวลาร่วมกับพวกเขา คุณจะได้รู้สึกถึงแรงสั่นไหว พวกเราถ่ายทำกันเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์บนเกาะโคนี่ย์ ไอส์แลนด์ที่แสนเย็นยะเยือก และมันก็ยากสำหรับเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาแสดงเป็นตัวประกอบ เพราะพวกเขายังต้องทำงานตามกะที่พวกเขาต้องเข้า แต่ในระหว่างการถ่ายทำ พวกเขาก็นับผมว่าเป็นตำรวจหน้าใหม่ในกลุ่ม แต่มันเป็นเรื่องที่สนุกจริงๆ ผมชอบมาก"

Pride and Glory เกิดเรื่องในช่วงฤดูหนาว ซึ่งก็ทำให้ทีมงานต้องถ่ายทำกันในหน้าหนาว นอกจากความท้าทายในเรื่องสภาพอากาศที่เย็นยะเยือกแล้ว กาวิน ก็ได้ตัดสินใจถ่ายทำกันบนท้องถนนในนิวยอร์คจริงๆ โดย กาวิน ยืนยันว่า "มันเป็นเรื่องที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ สำหรับการถ่ายทำในสถานที่จริง มากกว่าที่จะถ่ายบนโรงถ่าย มันเป็นเรื่องของความสมจริงเมื่อเราถ่ายทำกันในสถานที่จริงๆ และมันก็ยังช่วยเพิ่มอารมณ์ร่วมให้กับทั้งนักแสดงและทีมงานอีกด้วย มันอาจจะมีเรื่องของอุปสรรคบ้างนิดหน่อย แต่การถ่ายทำในนิวยอร์คเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุด และก็เป็นข้อบังคับที่เราได้พูดกันไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว"

ในการจับเอาบรรยากาศที่มีความขึงขังของท้องถนนลงสู่จอภาพยนตร์ กาวิน ก็ได้ทำงานใกล้ชิดกับทีมงานของเขา ซึ่งรวมถึงผู้กำกับภาพ เด็คแคลน ควินน์, ผู้ออกแบบงานสร้าง แดน ลีห์ และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อบิเกล เมอร์เร่ย์

กาวิน เล่าว่า "ผมได้ใช้เวลาส่วนมากกับ เด็คแคลน ก่อนที่เราเริ่มทำโปรดักชั่นเสียอีก ผมและเขาแยกย่อยบทภาพยนตร์และพัฒนามันให้มีรูปแบบที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ สิ่งแรกที่ผมพูดกับเขาคือ ผมอยากให้คนดูรู้สึกว่าพวกเขามีชีวิตอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเจอในชีวิตประจำวัน จากนั้นพวกเราก็เริ่มพูดคุยกับ แดน และ อบิเกล ในส่วนของการออกแบบงานสร้างและเครื่องแต่งกาย เพราะว่าเราต้องการให้มันมีโทนสีที่เหมาะสมและเฉพาะเจาะจง"

ในส่วนของงานโพสโปรดักชั่น ความสนใจของ กาวิน ก็ได้ย้ายไปอยู่ในเรื่องของการตัดต่อ โดยเขาได้ทำงานร่วมกับ จอห์น กิลรอย อย่างใกล้ชิด รวมถึงดนตรีประกอบ ที่ถูกแต่งโดย มาร์ค อิชแชม

กาวิน เล่าว่า "กระบวนการของการสร้างภาพยนตร์ด้วยทีมงานที่มีความสามารถเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและพึงพอใจ ทุกๆคนทั้งทีมนักแสดงและทีมงานเบื้องหลัง ต่างช่วยกันทำงานเพื่อที่จะได้ผลักดันเนื้อเรื่องให้เดินหน้าไป และพยายามที่จะบีบเค้นเอาอารมณ์ และความสมจริงให้ออกมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณทำงานหนักและมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับมัน หลังจากนั้นแล้ว สิ่งที่คนสร้างภาพยนตร์ทำได้ ก็คงมีแต่เพียงภาวนาให้มันประสบความสำเร็จเท่านั้น นั้นแหละคือเสน่ห์ของการสร้างภาพยนตร์ "
 

แนะนำทีมนักแสดง

 
เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน (รับบทเป็น เรย์ เทียร์นี่ย์)

เขาได้แสดงในภาพยตร์เรื่อง Primal Fear ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และ American History X ทำให้เขาได้รางวัล Golden Globe เป็นครั้งแรก ส่วนผลงานเรื่องอื่นๆก็ยังมี Fight Club หนังคัลท์ขวัญใจมหาชนของ เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) ที่เขาแสดงนำร่วมกับ แบรด พิตต์ (Brad Pitt), The Score ของ แฟรงค์ อ๊อซ (Frank Oz) นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอนิโร (Robert DeNiro) และ มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) , Death to Smoochy, Frida ที่นำแสดงโดย ซัลม่า ฮาเย็ค (Salma Hayek), Red Dragon ของ เบร๊ท แร็ทเนอร์ (Bret Ratner), The 25th Hour, The Italian Job, The Illusionist และล่าสุดคือ The Incredible Hulk
เขายังร่วมแสดง/อำนวยการสร้างและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Keeping the Faith ที่เขาแสดงร่วมกับ เบ็น สติลเลอร์ (Ben Stiller) และ เจนน่า เอล์ฟแมน (Jenna Elfman) รวมถึงอำนวยการสร้างให้กับเรื่อง The Painted Veil ที่แสดงคู่กับ นาโอมิ วัตต์ (Naomi Watts) และ Down in the Valley ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ เดวิด จาค๊อบสัน (David Jacobson) ที่แสดงร่วมกับ อีวาน ราเชล วู้ด (Evan Rachel Wood) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับเลือกเข้าฉายใน Cannes Film Festival ประจำปี 2005อีกด้วย
 
โคลิน ฟาร์เรล (รับบทเป็น จิมมี่ อีแกน)

นักแสดงที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และยังได้แสดงทั้งภาพยนตร์จากทั้งสตูดิโอใหญ่และค่ายหนังอิสระ โดยตอนนี้เขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Ondine ที่เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/ดราม่า ที่เป็นผลงานการกำกับของ นีล จอร์แดน (Neil Jordan) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกบนักตกปลาชาวไอริช ที่ค้นพบผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นนางเงือก นอกจากนี้เขายังแสดงในเรื่อง The Imaginarium of Doctor Parnasus ของผู้กำกับ เทอรี่ กิลเลี่ยม (Terry Gilliam) คู่กับ จู้ด ลอวว์ (Jude Law) และ จอห์นนี่ เด็ปป์ (Johnny Depp)
ภาพยนตร์เรื่องที่เริ่มสร้างชื่อให้กับเขา และทำให้เขาได้รับรางวัล London Film Critics Circle Award คือ Tigerland ของ โจเอล ชูมัคเกอร์ (Joel Schumacher) โดยพวกเขายังได้ร่วมงานกันอีกครั้งใน Phone Booth โดยเขายังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Empire Award สาขานักแสดงยอดเยี่ยมจากเรื่อง Minority Report ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ค (Steven Spielberg) ภาพยนตร์เรื่องอื่นของเขาประกอบไปด้วย The New World, Alexander, A Home at the End of the World, Intermission, S.W.A.T., Daredevil, The Recruit และ American Outlaws
 
จอน วอยต์ (รับบทเป็น เทียร์นี่ย์ ซีเนียร์)

เป็นนักแสดงรางวัลออสการ์ที่อยู่ในวงการมากว่าสี่ทศวรรษ เขาเริ่มต้นอาชีพนักแสดงด้วย Midnight Cowboy ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 1969 ซึ่งก็ยังทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จนในที่สุด เขาก็ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง Coming Home ที่เขาแสดงเป็นทหารที่บาดเจ็บจนพิการมาจากสงครามเวียดนาม และก็ทำให้เขาได้รับรางวัลอีกหลายสถาบัน เช่น Golden Globe Award, และ Cannes Film Festival
ปัจจุบันนี้ จอน ก็ยังมีผลงานในหนังบล็อคบัสเตอร์มากมาย รวมถึง Transformers, National Treasure และภาคต่ออย่าง National Treasure: Book of Secrets, Glory Road และ Manchurian Candidate ที่ร่วมแสดงโดย เดนเซล วอชิงตัน (Denzel Washington) และ เมอรีล สตรีป (Meryl Streep) ส่วนผลงานล่าสุดของเขาคือ หนังตลกการเมืองเรื่อง An American Carol และหนังตลกฮอลิเดย์เรื่อง Four Christmases นำแสดงโดย วินส์ วอห์น และ รีส วิทเทอร์สปูน ที่มีกำหนดฉายในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้
 
โนอาห์ เอ็มเมอร์ริช (รับบทเป็น ฟรานซิส เทียร์นี่ย์ จูเนียร์)

นี้เป็นการร่วมงานกับ กาวิน โอคอนเนอร์ เป็นครั้งที่สาม โดยสองครั้งก่อนหน้านี้คือเรื่อง Miracle ที่นำแสดงโดย เคิร์ต รัสเซล (Kurt Russell) และ Tumbleweeds โดยผลงานเรื่องอื่นของเขา ที่เพิ่งผ่านตาเราไปก็มีอย่าง Little Children ของ ทอดด์ ฟิลล์ (Todd Field) ที่นำแสดงโดย เคท วินสเลท (Kate Winslet), เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ (Jennifer Connelly) และ แจ็คกี้ เอิร์ล ฮาร์ลี่ย์ (Jackie Earle Haley) โดยผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก คือภาพยนตร์ในปี 1996 เรื่อง Beautiful Girls ของ เท็ด เดมม์
ผลงานเรื่องอื่นๆของเขาก็ยังมี The Truman Show ที่นำแสดงโดย จิม แคร์รี่ (Jim Carrey) และ ลอร่า ลินนี่ย์ (Laura Linney), Beyond Borders, Windtalkers ของ จอห์น วู (John Woo), Frequency ที่นำแสดงโดย เดนนิส เคว็ด (Dennis Quaid) และ Cop Land ที่ร่วมแสดงโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone), โรเบิร์ต เดอนิโร และ เรย์ ลิอ๊อตต้า (Ray Liotta)
 
เจนนิเฟอร์ อีลีห์ (รับบทเป็น แอ๊บบี้ เทียร์นี่ย์)

นักแสดงที่ได้รับรางวัลจากทั้งในภาพยนตร์และละครเวที โดยเธอได้รับรางวัล Tony Award ในปี 2007 จากละครเวทีสามตอนเรื่อง The Coast of Utopia และยังได้อีกครั้งจากเรื่อง The Real Thing โดยผลงานทางภาพยนตร์ของเธอ ก็ยังมี Possession ของ นีล ลาบุช (Neil LaBute) ที่นำแสดงโดย แอรอน เอ็คฮาร์ท (Aaron Eckhart) และ กวินเน็ท พัทโทรล (Gwyneth Paltrow) และเรื่อง Sunshine ของ อิชวาน ซาโบ (Istvan Szabo) ที่นำแสดงโดย ราฟ ไฟนน์ (Ralph Fiennes)
ผลงานทางโทรทัศน์ เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Award จากการรับบทเป็น อลิซาเบ็ธ เบนเน็ต ในมินิซีรี่ย์ที่สร้างมาจากวรรณกรรมคลาสสิคของ เจน ออสติน เรื่อง Pride and Prejudice ที่นำแสดงโดย โคลิน เฟริธ์ (Colin Firth)
 

แนะนำทีมผู้สร้าง

 
กาวิน โอคอนเนอร์ (ผู้กำกับ/เขียนบท)

เขาได้รับความสนใจในการกำกับหนังอินดี้เรื่องแรกที่ชื่อ Tumbleweeds นำแสดงโดย เจเน็ต แม็คเทียร์ (Janet McTeer) และ คิมเบอร์ลี่ บราวน์ (Kimberly Brown) โดยเขาได้ร่วมเขียนบทกับ แองเจล่า เชลตั้น ที่ดัดแปลงมาจากไดอารี่ในวัยเด็กของ แองเจล่า เรื่องราวการเดินทางของแม่และลูกทำให้ โอคอนเนอร์ ได้รับรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก Sundance Film Festival และก็ทำให้นักแสดงในเรื่องอย่าง เจเน็ต แม็คเทียร์ ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขานักแสดงนำหญิงอีกด้วย
ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ กาวิน คือ Miracle ที่เป็นหนังสตูดิโอเรื่องแรกของเขา เป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย เคืร์ต รัสเซล ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทีมฮ็อคกี้ของสหรัฐ ที่เหมือนปาฏิหาริย์ เมื่อพวกเขาได้รับชัยชนะเหนือรัสเซียในโอลิมปิคปี 1980 โดย โอคอนเนอร์ ยังได้กำกับภาพยนตร์ทางโทรทัศน์อีกหลายเรื่อง เช่น The Prince รวมถึงได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังอินดี้เรื่อง The Slaughter Rule ที่นำแสดงโดย ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling)

โจ คาร์นาฮาน (ผู้เขียนบท)
เขาเป็นผู้กำกับ/เขียนบทให้กับภาพยนตร์แอ๊กชั่น/ตลกเรื่อง Smokin’ Aces ที่อุดมไปด้วยนักแสดงชั้นนำอย่างคับคั่ง เช่น เจเรมี่ พีเว่น (Jeremy Piven), เบน เอฟเฟล็ค (Ben Affleck), ไรอัน เรย์โนลด์ (Ryan Reynolds), แอนดี้ การ์เซีย (Andy Garcia), เรย์ ลีอ๊อตต้า และ ปีเตอร์ เบิร์ค (Peter Berg) และผลงานการแสดงครั้งแรกของนักร้องชื่อดังอย่าง คอมมอน (Common) และ อลิเชีย คียส์ (Alicia Keys) โดยก่อนหน้านี้ เขายังได้กำกับ/เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Narc ที่ได้ถูกเลือกเข้าฉายใน Sundance Film Festival และเขาถูกเสนอเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกด้วย
ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ คานาฮาน รวมถึงการดัดแปลงจากนวนิยายของ เจมส์ เอลรอย เรื่อง White Jazz และ Killing Pablo ของ มาร์ค บาวเดน ซึ่งทั้งสองเรื่องเขาจะทำหน้าที่กำกับ/เขียนบทเอง เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ The 4th Kind ที่นำแสดงโดย มิลล่า โจโววิช ที่มีกำหนดฉายในปี 2009

เกรกอรี่ โอคอนเนอร์ (ผู้อำนวยการสร้าง)
ล่าสุดนี้เขาได้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์อินดี้เรื่อง The Speed of Life ภายใต้แบรนด์ Solaris Entertainment ซึ่งเป็นบริษัทที่เขาและ กาวิน เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา โดยที่บริษัทนี้ก็ได้ผลิตภาพยตร์ที่เป็นผลงานการกำกับของ กาวิน มาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็น Tumbleweeds, Miracle และเรื่องล่าสุดอย่าง Pride and Glory
ภาพยนตร์เรื่องต่อไปที่เขารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างก็มีอย่าง Warrior, Boudicca, และ Born to Rock โดยเขายังเป็นผู้ควบคุมการผลิตให้กับสารคดีเรื่อง Mule Skinner Blues และ The Smashing Machine อีกด้วย

เด็คแคลน ควินน์ (ผู้กำกับภาพ)
เขาได้รับรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมจาก Independent Spirit Awards จากภาพยนตร์เรื่อง Leaving Las Vegas ของ ไมค์ ฟิสกิส (Mike Figgis), In America ของ จิม เชอริแดน (Jim Sheridan) และ Karma Sutra จาก มิร่า แนร์ (Mira Nair) และเขายังได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจาก Sundance Film Festival สำหรับภาพยนตร์เรื่อง 2by4 โดยภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาก็คือ New York, I Love You และ The Private Lives of Pippa Lee ของ รีเบ็คก้า มิลเลอร์ (Rebecca Miller)

แดน ลีห์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง)
ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เขาฝากผลงานเอาไว้คือ Bride Wars ที่กำกับโดย แกรี่ วินนิค (Gary Winick) นำแสดงโดย เคท ฮัดสัน (Kate Hudson) และหนังของทาง HBO เรื่อง Taking Chance ที่กำกับโดย รอส แค๊ทส์ (Ross Katz)
ผลงานก่อนหน้านี้ของเขา ก็ยังมีการออกแบบงานสร้างให้กับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind และ Be Kind Rewind ของ มิเชล กอนดรี้ (Micehl Gondry) และเขายังทำงานร่วมกับผู้กำกับ โทนี่ โกล์ดวิน (Tony Goldwyn) ในเรื่อง The Last Kiss, Someone Like You และ A Walk on the Moon

จอห์น กิลรอย (ผู้ตัดต่อภาพ)
นี้คือการร่วมงานกับ กาวิน โอคอนเนอร์ เป็นครั้งที่สามแล้วเช่นกัน โดยผลงานก่อนหน้านี้คือการตัดต่อให้กับหนังเรื่อง Michael Clayton ที่กำกับโดยพี่ชายของเขา โทนี่ กิลรอย (Tony Gilroy) ซึ่งก็ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจาก BAFTA Award และ an A.C.E. Eddie Award เขายังได้ทำงานร่วมกับ โทนี่ กิลรอย อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Duplicity นำแสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ต (Julia Roberts), ไคล์ฟ โอเว่น (Clive Owen), ทอม วิลคินสัน (Tom Wilkinson) และ พอล เจียมัตติ (Paul Giamatti)
ผลงานการตัดต่อของเขาเรื่องอื่นๆก็ยังมี Trust the Man, First Born, Suspect Zero, Billy Madison และ การทำงานร่วมกับ โจ คานาฮาน อีกหลายเรื่องด้วยกัน เช่น Narc, Ticker และ The Hire ที่เป็นภาพยนตร์เรื่องสั้นที่ถ่ายทำให้กับ BMW Films ซึ่งก็ทำให้เขาได้รับรางวัล Clio Award

มาร์ค อิสแฮม (ผู้ประพันธ์เพลง)
เป็นนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมามากมายแล้ว เช่น Grammy, Emmy, และ Clio Award โดยในปี 2006 เขายังได้รางวัลเกีรติยศของ ASCAP’s Henry Mancini Award และยังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมาแล้วทั้ง Oscar และ Golden Globe โดยผลงานเรื่องล่าสุดของเขาคือ The Express ซึ่งเป็นการร่วมงานกับผู้กำกับ แกรี่ ฟรีเดอร์ (Gary Fleder) เป็นครั้งที่สี่ นอกจาก Kiss the Girls, Don’t Say a Word และ Imposter และผลงานที่เขาเพิ่งเสร็จไปก็มีอย่าง The Women, The Secret Life of Bees และภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายอย่าง Crossing Over ของผู้กำกับ เวนย์ เครเมอร์ (Wayne Kramer) ที่นำแสดงโดย แฮริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) และ ณอน เพนน์ (Sean Penn)
นี้เป็นการร่วมงานครั้งที่สองระหว่างเขา และ กาวิน โดยครั้งแรกคือ Miracle โดยผลงานเรื่องอื่นๆของเขาก็ยังมี A River Runs Through It ของ โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด (Robert Redford) ที่ทำให้เขาถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์, Bobby, The Black Dahlia, Eight Below, October Sky และรวมถึง Crash ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเพลงบรรเลงประกอบยอดเยี่ยม และยังไได้เป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2005 อีกด้วย