Email
Password
 
  จดจำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
 
 
 +Home
 
  +ADThai
 
 +ADInter
 
 +ADMovie
 
 +Scoop Intrend
 
 +Top 10
 
 +ADBoard
 
 +Contact Us
 
 
 ดูทีวีออนไลน์  ฟังวิทยุออนไลน์
 
     
   
 

จันดารา ปัจฉิมบท

  View : 214,456 Download : 13,723    
    ส่งให้เพื่อน
ภาพประกอบ 1 : จันดารา ปัจฉิมบท
ภาพประกอบ 2 : จันดารา ปัจฉิมบท
   
ภาพประกอบ 3 : จันดารา ปัจฉิมบท
ภาพประกอบ 4 : จันดารา ปัจฉิมบท
 
Embed
 
 
สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก App Love
 
 
สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อก App Love
View : 773
DownLoad : 11
 
 
Magic In The Moonlight รักนั้นพระจันทร์ดลใจ
 
 
Magic In The Moonlight รักนั้นพระจันทร์ดลใจ
View : 388
DownLoad : 1
 
 
Horns คนมีเขา เงามัจจุราช
 
 
Horns คนมีเขา เงามัจจุราช
View : 725
DownLoad : 16
 
 
1448 Love Among Us รักเราของใคร
 
 
1448 Love Among Us รักเราของใคร
View : 2741
DownLoad : 13
 
 
Rurouni Kenshin 3 The Legend Ends รูโรนิ เคนชิน คนจริง โคตรซามูไร
 
 
Rurouni Kenshin 3 The Legend Ends รูโรนิ เคนชิน คนจริง โคตรซามูไร
View : 2093
DownLoad : 14
 
 
 
 

หนังเรื่อง จันดารา ปัจฉิมบท

 
 
เข้าฉายวันที่ : 7 กุมภาพันธ์ 2556
บริษัทผู้สร้าง-จัดจำหน่าย : สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
อำนวยการสร้าง : สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
เขียนบท : ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล
ผู้กำกับ : ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล
นักแสดง : มาริโอ้ เมาเร่อ, นิว ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์, ตั๊ก บงกช คงมาลัย, พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช, ญาญ่าญิง รฐา โพธิ์งาม, โช นิชิโนะ, ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, รัดเกล้า อามระดิษ, เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์

เรื่องย่อหนัง จันดารา ปัจฉิมบท
“จันดารา ปัจฉิมบท” บทสรุปแห่งการล้างแค้น พลิกผันชะตาชีวิตอันมิอาจคาดเดา
โศกนาฏกรรมชีวิตของ “จัน ดารา” แวดล้อมไปด้วยผู้คนรอบข้างที่สะท้อนมวลอารมณ์แห่งความรัก ความใคร่ ความเคียดแค้น กิเลสตัณหา และกามารมณ์อันนำมาซึ่งการพลิกผันในชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในบ้านพิจิตรวานิช ทำให้ “จัน ดารา” (มาริโอ้ เมาเร่อ) และ “เคน กระทิงทอง” (ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต) สหายสนิทของเขาต้องหนีภัยอันเกิดจากการกระทำอันเหี้ยมโหดของ “คุณหลวงวิสนันท์เดชา” (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้านานถึง 17 ปี ไปพำนักอยู่กับ “คุณท้าวพิจิตรรักษา” (รัดเกล้า อามระดิษ) ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เมืองพิจิตร

ช่วงระยะเวลาที่อยู่ที่เมืองพิจิตรนี้ จันเป็นสุขทั้งกายใจ และรู้สึกถึงอิสรภาพของชีวิตอย่างแท้จริง เขายังคงติดต่อทางจดหมายกับ “ไฮซินธ์” (สาวิกา ไชยเดช) เพื่อนหญิงในดวงใจอันเป็นรักบริสุทธิ์ของเขาอยู่เสมอมา และคาดหวังว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อันสดใสที่เมืองนี้พร้อมๆ กับการตามค้นหาพ่อแท้ๆ ของเขาไปด้วย

แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งให้วันชื่นคืนสุขอยู่กับเขาเพียงไม่นาน เมื่อในที่สุดจันก็ได้ล่วงรู้ความจริงอันไม่คาดฝันเรื่องพ่อผู้ให้กำเนิดแท้จริงที่เขารอคอยมานานจากปากคำของ “ร้อยตำรวจเอกเรืองยศ” (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) ผู้กุมความลับอันน่าอดสูเกี่ยวกับตระกูลพิจิตรวานิชนี้ไว้มาตลอดทั้งชีวิต

จันพยายามทำใจให้ผ่านช่วงชีวิตอันแสนทุกข์ทรมานนี้ไปให้ได้ จนกระทั่ง “น้าวาด” (บงกช คงมาลัย) ได้เดินทางมาแจ้งข่าวเรื่องคุณหลวงล้มป่วยลงอย่างฉับพลัน เนื่องจากเกิดเหตุบางอย่างขึ้นกับ “คุณแก้ว” (โช นิชิโนะ) และ “คุณขจร” (ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

และแล้วสงครามแห่งการชำระแค้นและทวงคืนทุกอย่างให้กลับมาเป็นของเขาและตระกูลพิจิตรวานิชก็ได้เปิดฉากขึ้นในทันทีตามคำสั่งเสียสุดท้ายของคุณท้าวยายผู้คอยบงการและพลิกผันชะตาชีวิตของจันให้ตกอยู่ในด้านมืดอย่างคาดไม่ถึง

จันกลับมาอย่างสง่าผ่าเผยในฐานะเจ้าของบ้านคนใหม่ และมีสิทธิในทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดภายในบ้าน แต่เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจของเขา เมื่อสัตว์ร้ายและตัณหาราคะในใจปะทุออกมาอย่างรุนแรง เมื่อเขาเห็นภาพ “คุณบุญเลื่อง” (รฐา โพธิ์งาม) กับคุณหลวงยังรักใคร่กันเป็นอย่างดี จันจึงใช้เสน่ห์แห่งความเป็นชายหนุ่มรูปงามหลอกล่อจนคุณบุญเลื่องตกเป็นของเขาอย่างสมยอม และเมื่อคุณหลวงได้เห็นภาพร่วมรักอันเร่าร้อนของทั้งคู่ ทำให้เขาสิ้นสติและกลายเป็นอัมพาตไปในที่สุด

กระจกเงาแห่งความชั่วร้ายได้สะท้อนภาพคุณหลวงมาสู่ตัวจันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
การล้างแค้นอันน่าขยะแขยงนี้ดูเหมือนจะปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบด้วยชัยชนะของจัน ดาราแต่เพียงผู้เดียว ถ้าเขาไม่ได้รับบทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่จากศัตรูคู่อาฆาตอย่างคุณแก้วที่เอาคืนจันอย่างสาสม รวมถึงคนรอบข้างที่คอยห่วงใยเขาเสมอมาอย่างน้าวาด, เคน และคุณบุญเลื่องที่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากจันไปเรื่อยๆ

อำนาจและทรัพย์สมบัติจะมีค่าอะไร หากไร้คนที่รักและห่วงใยเราอย่างจริงใจอยู่เคียงข้าง


 
     
 
   
 

 
 
โหลดหนัง จันดารา ปัจฉิมบท
วิจารณ์หนังจันดารา ปัจฉิมบท
 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:09
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

จากวรรณกรรมอมตะสู่ภาพยนตร์คุณภาพแห่งปี

“นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องยาวเรื่องแรกของผู้เขียน ซึ่งต้องขอบอกกล่าวไว้เสียด้วยว่า เป็นเรื่องอ่านเล่น ซึ่งไม่ใช่ของสำหรับเด็ก และเป็นของแสลงอย่างยิ่งสำหรับบุคคลประเภท ‘มือถือสาก ปากถือศีล'”

“เรื่องของจัน ดารา” จัดเป็นงานที่พรรณนาภาพอันน่าสังเวชของมนุษย์ที่ตกอยู่ใน “เขาวงกตแห่งกามตัณหา” นักประพันธ์ชั้นครู “อุษณา เพลิงธรรม” เขียนเรื่องนี้อย่างผู้ที่มากด้วย “ประสบการณ์” และ “ประสบกาม” จัดได้ว่าเป็นแบบ “อัตถนิยมแท้ๆ” (Realism) เล่มหนึ่งของวงวรรณกรรมไทย

ความน่าสนใจของวรรณกรรมเรื่องนี้ มิใช่การรจนาอันละเมียดละไมอย่าง “วิจิตรบรรจง” ใน “บทอัศจรรย์เชิงสังวาส” แต่เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การสร้างสรรค์ลักษณะนิสัยของ “ตัวละคร” ทุกตัวอย่างมีจิตวิญญาณและเลือดเนื้อ เป็นมนุษย์ปุถุชนในโลกของความเป็นจริง ทุกตัวละครล้วนมี “มิติ” ของความเป็น “คน” ที่พบเห็นได้สัมผัสได้ในทุกยุคทุกสมัย มีทั้งด้านดีและเลวคละเคล้ากันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับอิทธิพลทาง “กรรมพันธุ์” และ “สภาพแวดล้อม” อันป็น “เบ้าหลอม” ทำให้มนุษย์ก่อพฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นไปใน “ด้านบวก” หรือ “ด้านลบ”

ตัวละครอย่าง “จัน ดารา” จึงเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ตกเป็นทาสของชะตากรรมที่น่าสังเวช อันมีเหตุมาจาก “กรรมพันธุ์” และ “สภาพแวดล้อม” อันโหดร้ายทารุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ที่เราเลือกทำ ‘จัน ดารา' ในตอนนี้ก็เพราะรู้สึกว่า โดยเนื้อหาสาระจากหนังสือที่อุษณา เพลิงธรรม (ประมูล อุณหธูป) เขียน ถึงแม้ว่าจะเขียนมานานเกือบ 50 ปีที่แล้ว แต่เนื้อหาสาระก็ยังทันสมัยมาก ยังสะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของมนุษย์ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ และเหมือนเป็นกระจกที่จะสะท้อนให้เห็นกิเลสในใจของคน มันไม่ใช่แค่ตัณหาราคะอย่างเดียว แต่คนที่ยึดมั่นกับความเคียดแค้นมันจะก่อให้เกิดปัญหาและหายนะยังไงกับตัวเองและคนรอบข้างจนนำไปสู่ปัญหาสังคมในระดับรวมด้วย”

“จัน ดารา” เวอร์ชั่นดัดแปลงโดยผู้กำกับมือเอก “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” นี้ สะท้อนภาพความวิปริตของมนุษย์แต่ละคน เพื่อชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของ “สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว โดยเฉพาะพ่อแม่ ความหิวโหยความรัก ความทารุณเหี้ยมเกรียม ตัวอย่างโสมม” ที่ประทับหูประทับตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันเป็นเบ้าหลอมที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

คนที่จะปีนขึ้นจากเบ้าหลอมนี้ได้ จะต้องอาศัย “ความแกร่ง” ชนิดพิเศษ และ “กรรมดี” ช่วยสนับสนุนประกอบกัน

แต่เผอิญ “จัน ดารา” ไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น เขาจึงตกเป็นเหยื่อของสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างน่าสมเพช


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:10
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บทสรุปแห่งมหากาพย์โศกนาฏกรรม “จันดารา ปัจฉิมบท”

บทสรุปแห่งการล้างแค้นอันสืบเนื่องมาจากอดีตอันแสนรันทดของ “จัน ดารา” ผู้ถูก “คุณหลวงวิสนันท์เดชา” ผู้ที่เขาคิดว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้าทารุณกรรมมานานนับ 17 ปี ส่งผลให้เกิดการชิงอำนาจใน “บ้านพิจิตรวานิช” กลับคืนมาครอบครอง โดยใช้ตัณหาราคะและโทสะจริตเป็น “อาวุธ” ในการก่อกรรมทำเข็ญโดยปราศจากศีลธรรมจรรยาอันเป็นต้นเหตุโศกนาฏกรรมแก่ทุกชีวิตในครอบครัวอันมั่งคั่งแห่งนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จัน ดารา” ซึ่งต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเผชิญชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยวไร้ผู้คนรอบข้างจนวาระสุดท้าย

“ใน ‘จันดารา ปัจฉิมบท' จะเป็นบทสรุปของชีวิตจัน ดาราซึ่งเป็นภาคต่อจากภาคปฐมบท หลังจากที่จันและเคนได้หนีไปอยู่กับคุณท้าวยายที่พิจิตร ที่นั่นจันก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และได้ออกตามหาพ่อที่แท้จริงของเขาจนได้พบกับความจริงอันน่ารันทดใจ ขณะเดียวกันคุณท้าวยายก็พยายามชักจูงและฝังหัวให้จันกลับไปแก้แค้นเอาทรัพย์สินมรดกคืนจากคุณหลวงให้ได้ และเมื่อโอกาสแก้แค้นเอาคืนมาถึง จันก็เริ่มล้างแค้นในสิ่งที่ตัวเองเคยได้รับมาจากคุณหลวงตั้งแต่วัยเด็ก และเพื่อทดแทนบุญคุณคุณท้าวยาย รวมถึงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตระกูลพิจิตรวานิชด้วย ซึ่งความรุนแรงจากการแก้แค้นของจันนี้เองที่ทำให้เขาเดินไปสู่หายนะ และที่สำคัญคือจันก็ได้ใช้กามารมณ์ในการแก้แค้นเพื่อชิงอำนาจคืนมาจากคุณหลวง เช่นเดียวกับที่คุณหลวงเคยทำเมื่อก่อนที่จันจะเกิด ฉะนั้นโศกนาฏกรรมของจันจึงเกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจของตน ในภาคนี้ก็จะบอกถึงผลอันเกิดมาจากเหตุปัจจัยจากภาคแรกนั่นเอง”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:11
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

หลากหลายฉากอีโรติก...ความรัก ความใคร่ หรืออาวุธประหัตประหาร

“จัน ดารา” เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นและรายล้อมไปด้วยกิเลสตัณหา และกามารมณ์อันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สามารถให้ทั้งคุณเมื่อใช้อย่างเหมาะสม และหนีไม่พ้นที่จะให้บทลงโทษเมื่อใช้มันไปในทางที่ผิดและเกินพอดี เฉกเช่นบางตัวละครในเรื่องจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

เช่นนี้แล้ว จึงเป็นธรรมดาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำเสนอหลากหลายฉากอีโรติก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง “เซ็กส์” ในหลากหลายมุมมอง

“ถ้าเกิดคุณจะทำจัน ดารามันก็หนีเรื่องอีโรติกไปไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของเรื่องทีเดียว มันเป็นไปตามท้องเรื่อง ตามลักษณะนิสัยของตัวละครทั้งหมด จะพูดว่าหวือหวากว่าหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าจะพูดแล้วโดยแท้มันไม่ใช่ภาพยนตร์กามารมณ์ จริงๆ มันเป็นภาพยนตร์ชีวิตซะมากกว่า แล้วชีวิตคนเรามันก็มีตั้งหลายแบบหลายบทบาทในหนึ่งวัน ทั้งความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ ความเป็นสามี ความเป็นแฟน ความเป็นหน้าที่ในการทำงาน มันมีคุณความดี มีความไม่ดี การกินข้าว การนอน เพราะฉะนั้นเรื่องกามารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ มันเป็นส่วนหนึ่งที่เราก็ไม่เห็นว่ามันจะเด่นไปกว่าส่วนอื่นเลย

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เช่นกัน ทุกพฤติกรรมของตัวละครมีความสำคัญเท่าๆ กันหมดเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าอะไรมันสำคัญกว่ากัน คุณจะมองว่าชีวิตคนจะมองเรื่องเพศอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ มนุษย์เราไม่มีใครมานั่งคิดแต่เรื่องเพศตลอด 24 ชั่วโมง มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ทำดี ไหว้พระ สวดมนต์ ทำอาหาร ทำงาน หรือว่าการมีสังวาสกันก็เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นธรรมชาติมากๆ ของมนุษย์โลก เพราะฉะนั้นทุกอย่างในเรื่องนี้เป็นชีวิตของมนุษย์ ทุกพฤติกรรมที่อยู่ในเรื่องนี้ก็เหมือนกับมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่มีอะไรสำคัญมากน้อยไปกว่ากัน เพราะถ้าจะพูดไปมันคือภาพยนตร์ชีวิต เพียงแต่ว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นอาจจะไม่มี อย่างถ้าเป็นหนังสงคราม มันก็ต้องมีความโหดร้ายน่ากลัวของสงคราม เรื่องนี้ในเมื่อตัวละครใช้กามารมณ์เป็นอาวุธในการแก้แค้น ตรงนี้ก็มีน้ำหนักเดียวที่เราควรจะเน้นไปตามท้องเรื่องเท่านั้นเอง”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:12
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เหตุใด “จัน ดารา” ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมเช่นนี้

มนุษย์เราทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดมาด้วยดวงจิตอันสะอาดบริสุทธิ์ แต่ “สภาพแวดล้อม” และ “บุคคลผู้ใกล้ชิด” ต่างหากที่เป็นผู้แต่งเติมสีสันให้เป็นไปในทิศทางที่แตกต่างกันไปเปรียบได้กับผ้าใบของจิตรกร หากได้รับการแต่งแต้มสีสันจากจิตรกรที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ภาพนั้นก็จะงามวิจิตร

แต่ชีวิตของ “จัน ดารา” มิได้เป็นเช่นนั้น
เขาถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางสงครามแห่งความแค้นและการแย่งชิงอำนาจเพื่อความเป็นใหญ่ในครอบครัว ตลอดจนบรรยากาศแห่ง “กามราคะ” ที่คละคลุ้งอยู่ในทุกอณูของคฤหาสน์ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การตั้งข้อกังขาว่า บิดาที่แท้จริงของเขาคือใคร เขาเกิดมามีชิวิตอยู่บนโลกนี้จากผู้ใดและมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

เมื่อเขาเดินทางไปเมืองพิจิตรเพื่อลี้ภัยจาก “คุณหลวงวิสนันท์เดชา” ผู้จ้องจะเอาชีวิตของเขา และเผชิญกับ “ความจริง” อันน่ารันทดใจเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขา มันจึงเป็นเสมือนเปลวเพลิงที่จุดประกายความแค้นอันเผาผลาญคุณงามความดีทั้งปวงในจิตใจอันเปราะบางของเขา

“จัน ดารา” จึงกลับกลายเป็น “ผู้ล้างแค้น” อันโหดเหี้ยมยิ่งไปกว่า “คุณหลวงวิสนันท์เดชา” อย่างถึงที่สุด

“ในภาคปัจฉิมบทนี้จันได้เปลี่ยนไปในทางลบ ซึ่งต่างจากจันที่แสนจะเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และอ่อนโยนในภาคปฐมบท คือจะกลายเป็นคนอีกคนหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากคุณหลวงตอนวัยหนุ่มเลย แล้วก็ดูเหมือนจะใช้วิธีการที่รุนแรงกว่าคุณหลวงซะด้วยซ้ำไป ทำให้เห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้เป็นกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น สิ่งที่คุณหลวงเคยได้ทำกับจัน จันก็ได้ทำคืนกับคุณหลวง มันเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่ไม่เคยได้อำนาจ แล้วพอได้อำนาจมาแล้วก็หลงในอำนาจนั้น แล้วก็ใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิด เปรียบได้กับคนขี่หลังเสือ เหมือนจันพอมารู้ความจริงในภาคนี้ว่าเขาคือเจ้าของบ้านตัวจริง มันก็ทำให้พฤติกรรมของจันเป็นไปในทางที่รุนแรงมาก เพราะว่ามีความแค้นสุมอยู่ข้างใน ประกอบกับการที่จันจริงๆ แล้วเป็นคนหัวอ่อนมาก เป็นคนที่เชื่อฟังผู้ใหญ่มาก แล้วก็โดนคุณท้าวยายเสี้ยมสอนให้โกรธคุณหลวงมากขึ้นๆ รวมถึงได้สัญญากับคุณท้าวยายด้วยว่าจะแก้แค้นและเอาทุกอย่างคืนกลับมาเพื่อตระกูลพิจิตรวานิช ทั้งหมดนี้มันจึงเป็นแรงผลักดันที่รุนแรงมาก

เปรียบได้กับมนุษย์ ซึ่งบางทีเราทำความรุนแรงอะไรก็ได้โดยยึดความกตัญญูในบรรพบุรุษ บางครั้งตรงนี้ก็ก่อให้เกิดสงครามได้ ซึ่งในเรื่องของจันดาราจะเป็นสงครามภายในบ้าน แต่ถ้าเปรียบเทียบจริงๆ แล้วสงครามในโลกนี้ ในประเทศต่อประเทศก็เช่นกัน ทุกคนรักและกตัญญูในประเทศของตน ฉะนั้นต่างก็จะมองในมุมของตัวเองมุมเดียวที่จะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์และความเจริญของครอบครัวหรือประเทศตนเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตอนจบจะแสดงให้เห็นถึงความหายนะของมนุษย์คนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเพื่อความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อครอบครัว ซึ่งจริงๆ แล้วความกตัญญูเป็นไปได้หลายทาง ถ้าเป็นไปในทางบวกก็จะเป็นสิ่งที่บวก แต่จันดาราเลือกที่จะใช้พลังทางด้านลบในการแก้แค้นครั้งนี้ ตอนจนของเรื่องก็จะสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ที่หลงอำนาจในทางที่ผิด ท้ายที่สุดแล้วจะได้รับผลกรรมอย่างไร”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:13
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กฎแห่งกรรม วัฏจักรแห่งชีวิต

ทุก “การกระทำ” ของทุกตัวละครใน “จันดารา ปฐมบท” ล้วนได้รับ “ผลกรรม” ที่ตนได้ก่อขึ้นมาแต่อดีตด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม”

ฉะนั้น ใน “จันดารา ปัจฉิมบท” จึงเปรียบเสมือนกระจกส่องผลแห่งการกระทำของมนุษย์ที่เวียนว่ายอยู่ในวังวนแห่งตัณหาราคะอันเป็น “วัฏจักรแห่งชีวิต” ซึ่งไม่อาจมีผู้ใดจะหลีกหนีพ้นไปได้ อันเป็นพระสัจธรรมในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ถูกมองข้ามไปของมนุษย์ในยุคแห่งโลกาภิวัตน์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้

“คือความสนุกของเรื่องนี้อยู่ที่ว่าเราจะเดาเรื่องไม่ออก เราจะคิดไม่ถึงเลยว่าตัวละครแต่ละตัวจะมีการพลิกผันไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น จัน ดาราในปฐมบทกับปัจฉิมบทก็จะต่างกันมาก ภาคแรกจะดูเป็นศิลปินอารมณ์อ่อนไหว เป็นคนสะอาดบริสุทธิ์ แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนฉลาดมาก ชอบอ่านหนังสือฝรั่ง เพราะฉะนั้นมันมีความเป็นไปได้ว่าเมื่อเขาอ่านหนังสือเยอะ เขารู้อะไรเยอะ ยิ่งทำให้เขามีแผนการในการแก้แค้นได้แยบยลมาก รู้จักปรับตัวเอง โดยอ้างเอาความกตัญญูมาใช้เป็นเครื่องมือ แต่จริงๆ จันเองก็มีความแค้นในตัวคุณหลวงมาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งคุณแก้วเองก็ได้ทำร้ายจิตใจจันมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เพราะฉะนั้นการที่จะกลับไปแก้แค้นทั้งคุณหลวงทั้งคุณแก้ว มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งเขารู้ว่าเขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้จริงๆ เขาจึงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะทำร้ายทั้ง 2 คนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ตัวละครต่างๆ ก็จะมีการพลิกผันไปตามสถานการณ์ เช่นคุณบุญเลื่องเองเมื่อรู้ว่าสามีของตนตกอยู่ในอันตราย ก็ต้องช่วยเหลือและก็มีการใช้กามารณ์เป็นเครื่องมือในการต่อรองกันอีกครั้งหนึ่ง จันเองก็ใช้กามารณ์เป็นเครื่องมือเป็นอาวุธในการเอาชนะคุณหลวงด้วยการมีสัมพันธ์ทางเพศกับคุณบุญเลื่อง ซึ่งตัวคุณบุญเลื่องเองก็กลัวว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่แล้วก็จำเป็นจะต้องทำเพื่อรักษาชีวิตของคุณหลวงเอาไว้ เพราะเกรงว่าจันจะทำร้าย ซึ่งมันก็เหมือนกงเกวียนกำเกวียน ซึ่งสิ่งนี้น้าวาดก็เคยต่อรองกับคุณหลวง เพราะเกรงว่าคุณหลวงจะทำร้ายชีวิตจันในภาคแรกนั่นเอง

ส่วนน้าวาดเองก็แก่แล้วก็รู้สึกว่าจันคือเจ้าของบ้านไปแล้ว แล้วตัวเองก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่แล้ว แต่เมื่อเขาเห็นจันได้กระทำพฤติกรรมที่เกินเลย ก็เลยกลับไปอยู่ที่พิจิตร

ส่วนเคน กระทิงทองก็อยู่รับใช้จันอยู่ห่างๆ เพราะตัวเองมีครอบครัวแล้ว ก็คอยตักเตือนจันในฐานะเพื่อนรัก แต่จันที่เมื่ออยู่ในฐานะที่มีอำนาจสูงสุดขณะนั้นแล้วเขาไม่ฟังใครทั้งนั้น ทำร้ายแม้กระทั่งเคน กระทิงทองเพื่อนสนิทได้

ส่วนคุณหลวงก็จะตกในสภาพเดียวกับจัน เรื่องจะเป็นการหมุนกลับไปสู่ภาคปฐมบทเหมือนกงเกวียนกำเกวียน คุณหลวงเองก็จะกลายเป็นจันในภาคที่หนึ่ง คุณหลวงจะเป็นผู้ถูกกระทำอย่างรุนแรง เหมือนที่ตัวเองเคยได้กระทำกับจัน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ท่านผู้แต่งได้สอดแทรกกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนและชาญฉลาดมากในการประพันธ์เรื่องนี้

คือแก่นของเรื่องจริงๆ ก็คือเรื่องธรรมะนั่นเอง เป็นกงเกวียนกำเกวียนของชีวิต ใครทำอะไรก็ได้ผลเช่นนั้น ใครมีพฤติกรรมบวก ชีวิตก็เป็นบวก ใครมีพฤติกรรมลบ ชีวิตก็เป็นลบ ท้ายสุดก็จะเป็นหนังพระพุทธศาสนาโดยแท้ ให้เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต ให้เห็นความหายนะของคนที่ไม่รู้จักพอ แล้วก็อยู่ในวังวนของกิเลสตัณหา กิเลสตัณหาในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงกามารมณ์อย่างเดียว แต่มันรวมถึงการแสวงหาอำนาจ เพราฉะนั้นเป็นสัจธรรมมาก

ท้ายสุดแล้วจันก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองยึดติดเอาไว้ตลอดเวลา มันไร้ค่าสิ้นดี จันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวปราศจากคนแวดล้อม กลายเป็นคนแก่ที่อยู่กับทรัพย์สมบัติที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ทรัพย์สมบัติที่รักษาเอาไว้ตลอดชีวิตมันกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า การมีชีวิตที่มีความสุขและมีคนแวดล้อมอยู่อย่างอบอุ่นต่างหากที่มีคุณค่าในชีวิต

บทสรุปของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ความสุขที่แท้จริงคืออะไร คือความสุขสงบ การได้อยู่ในแวดล้อมของบุคคลที่รักเรา ในขณะที่ชีวิตของจันไม่มีใครอยู่รอบข้างเลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะสอนให้คนรู้จักปล่อยวางในทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวนั่นเอง”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:14
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“ขอให้คุณหลวงพึงสำเหนียกเอาไว้ว่า ผม...จัน ดารา เป็นเจ้าของบ้านนี้แต่เพียงผู้เดียว คุณหลวงเป็นเพียงผู้อาศัยไม่ต่างจากบ่าวคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นจงเจียมกะลาหัวเอาไว้ว่าจะโดนเฉดหัวออกไปจากบ้านเมื่อไหร่ มันก็สุดแต่ใจของเจ้าของบ้าน และจงจำเอาไว้ว่า มึงต้องเรียกกูว่า คุณจัน ไหนลองเรียกซิ...”

จัน ดารา (มาริโอ้ เมาเร่อ) - ชายผู้ละเอียดอ่อน ละเมียดละไม และลึกซึ้งเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะเข้าใจได้จนบางคราดูเหมือนจะอ่อนไหวและเปราะบางเมื่อเทียบกับโลกแห่งวัตถุอันหยาบกระด้าง แม้ว่าชะตากรรมที่เขาจำต้องเผชิญจะโหดร้ายทารุณเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานปวดร้าวใจสักปานใดก็ตาม เขาสามารถแปรเปลี่ยนให้มันกลายเป็นความงามอันบริสุทธิ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนกระทั่งเมื่อชะตาชีวิตพลิกผันให้เขาต้องกลับมาเป็นผู้กระทำการต่างๆ อย่างโหดเหี้ยมรุนแรงในฐานะผู้ล้างแค้นให้กับตนและวงศ์ตระกูล ดังนั้นทุกการกระทำของเขาที่เคยแฝงไว้ด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่และงดงามของความเป็นมนุษย์ จึงแปรเปลี่ยนเป็นหายนะแห่งชีวิตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“สำหรับบทร้ายครั้งแรกของโอ้ มันค่อนข้างยากเหมือนกัน เพราะว่ามันละเอียด และสิ่งที่จันได้เคยเจอมา จันก็ทำตามผู้ใหญ่ด้วย แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกว่า สิ่งที่เขาถูกกระทำมาตั้งแต่ภาคแรกมันไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะเจอ ชีวิตเขาไม่ควรจะเจอแบบนี้ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้สึกว่าทำไมเขาต้องถูกทำร้าย ถูกทารุณอะไรอย่างนี้ เหมือนทุกอย่างมารวมกัน ทั้ง 2 อย่าง ทั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก ทั้งสิ่งที่อยู่ในใจของจันด้วย ก็เลยทำให้จันต้องทำอะไรต่างๆ ที่ร้ายแรงลงไป และแรงขึ้นๆ เรื่อยๆ จนผลสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จันทำกับคุณหลวงก็แรงกว่าที่คุณหลวงเคยทำกับจันซะอีกครับ

โอ้รับรองเลยว่าจันดารา ปัจฉิมบทจะเข้มข้นขึ้นทั้งเนื้อหาและการแสดง ฉากใหญ่ต่างๆ ทั้งเลิฟซีนสวยงาม ฉากสงครามอันโหดร้าย ฉากดราม่าที่จะเห็นด้านที่อบอุ่นที่แท้จริงของจัน ความร้ายกาจของจันและคุณหลวงที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าการแก้แค้นทวงคืนอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็ไม่ได้ให้ผลดีกับใครเลย ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้นจริงๆ เป็นหนังที่ดูสนุกแล้วก็มีข้อคิดแฝงอยู่ในนั้นเยอะแยะมากมาย เลิฟซีนก็เป็นไปตามบทบาทครับ สำหรับโอ้เรื่องนี้ถือว่าเป็นบทที่ท้าทายตัวเองมากๆ ถือเป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่งสำหรับอาชีพการแสดงของโอ้เลยครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:15
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“ผมเคยได้ยินมาว่าความสุขในชีวิตมนุษย์เรามันแสนสั้น เหมือนกับชั่วกะพริบตาเมื่อเทียบกับอายุขัยของคนปกติ มันก็เห็นจะจริง เพราะสิ่งที่สยดสยองหัวใจของทุกคนในบ้านนี้ก็เกิดขึ้น...”

เคน กระทิงทอง (ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต) - ชายผู้ดูเหมือนหยาบกระด้างแต่ไม่หยาบคาย และแข็งแกร่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชายชาตรีผู้มาดมั่นในเพศผู้ กล้าและท้าทายชีวิตแต่ไม่บ้าบิ่น คือคุณลักษณะภายนอกของเขา แต่ลึกลงไปในจิตใจของเขานั้น เคนเป็นคนซื่อ ตรงไปตรงมา และจริงใจอย่างหาใครมาเปรียบมิได้ ฉะนั้นคนประเภทนี้จึงเคารพความถูกต้อง และพร้อมเสมอที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมสมกับคำว่าสุภาพบุรุษโดยแท้

“สำหรับภาคนี้ ผมบอกได้เลยว่าคาแร็คเตอร์ทุกตัวละครไม่ว่าจะเป็นตัวไอ้เคน คุณจัน คุณบุญเลื่อง คุณท้าวยาย คุณหลวง น้าวาด คุณแก้ว ทุกคนจะมีการพลิกคาแร็คเตอร์จากหน้ามือเป็นหลังมือทุกคนเลย เรื่องราวต่างๆ ก็จะเป็นวัฏจักรกงเกวียนกำเกวียนของชีวิตคนที่มีการเกิดแก่เจ็บตาย มีการแก้แค้น มีการแย่งชิงอำนาจ มีการเมืองเล็กๆ ภายในบ้าน หรือว่าความรักระหว่างเพื่อนก็ยังมีอยู่ คือเนื้อเรื่องมันจะเข้มข้นมาก รวมไปถึงฉากสงครามที่ใหญ่มาก พูดได้เลยว่าครบรสมากทั้งดราม่าสุดๆ เคล้าน้ำตา มีแอ็คชั่น มีฉากเลิฟซีน ความอลังการของฉาก ความสวยงามของภาพ คอเมดี้เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีอยู่ ครบรสมากยิ่งขึ้นกว่าภาคปฐมบทแน่นอน

แง่คิดต่างๆ ที่จะได้จากเรื่องนี้ก็จะแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าจุดไหนจะกระทบใจของตัวเอง เราเป็นคนเดียวที่รู้ว่านิสัยใจคอของเราจริงๆ แล้ว ในความลึกตื้นหนาบางของจิตใจเราเป็นคนยังไง เวลาไปชม อะไรที่ไปสะกิดจุดตรงนั้นได้ เราก็จะคิดได้ แต่ที่แน่ๆ หลักสำคัญที่ได้แน่นอนก็คือการแก้แค้น การบ้าอำนาจ การบ้าเงินทอง อะไรก็แล้วแต่ที่เห็นแก่ตัว มันทำให้ชีวิตของเราหรือว่าใครที่เป็นแบบนั้นแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด และก็ไม่ควรเอามาเป็นแบบอย่าง เราควรใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มันก็จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นแน่นอน อย่าไปยึดตามแบบของบางคาแร็คเตอร์ที่บ้าอำนาจ และพยายามที่จะแก้แค้นอย่างเดียวมันจะทำให้ชีวิตคุณดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ ครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:15
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“กูขอบริษัทที่สิงคโปร์ไว้เท่านั้น เพราะกูกับคุณบี๋กำลังสร้างฐานการค้าระหว่างประเทศเอาไว้ น้ำหน้าอย่างมึงไม่มีวันทำได้หรอก...ไอ้จัน”

หลวงวิสนันท์เดชา (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) - บุรุษผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิอันสูงส่ง จารีตประเพณีอันเป็นคุณสมบัติของบุรุษสยามจึงปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดในทุกลมหายใจของเขา ไม่ว่าจะเป็นความลุ่มหลงในอำนาจวาสนาและกามคุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นการถูกหมิ่นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีจึงเป็นสิ่งที่เขายอมไม่ได้ง่ายๆ และพร้อมเสมอที่จะต่อสู้เพื่อกอบกู้ให้ได้มา ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใดก็ตาม และเป็นที่น่าเสียดายที่เขาเลือกวิถีทางอันรุนแรงและป่าเถื่อนที่ส่งผลให้เขาต้องเผชิญกับความหายนะอันยิ่งใหญ่

“ฟังแค่ชื่อเรื่องมันอาจจะสื่อไปทางด้านเซ็กส์อย่างที่เคยรู้จักกันมา แต่จริงๆ แล้วเนี่ยมันเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาสาระมาก การทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว มันเป็นเรื่องของกรรม (การกระทำ) เป็นกงเกวียนกำเกวียนมากกว่าครับ

อีโรติกในเรื่องนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่นำไปสู่เรื่องราวต่างๆ มากกว่าที่จะไปเน้นย้ำว่าเราขายแต่เรื่องแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่เลย ผมเชื่อฝีมือหม่อมในการถ่ายทอดออกมาป็นภาพยนตร์คือมั่นใจว่ามันจะออกมาสวยงามมากกว่าเป็นเรื่องลามกแน่ๆ ถามว่าโป๊มั้ย โป๊ครับ เปลือยมั้ย เปลือยครับ ถอดมั้ย ถอดครับ แต่ว่าภาพที่ออกมาหม่อมจะช่วยตรงนี้มากครับก็เลยไว้ใจว่าไม่น่าเกลียดแน่นอน

ผมว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่งที่หม่อมตั้งใจทำและนักแสดงทุกคนก็ตั้งใจแสดงมาก ผมว่ามันคุ้มค่าในการชมที่จะได้ทั้งสาระและความบันเทิงแน่นอนครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:16
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“เธอเปลี่ยนไปมากเลยนะจัน เปลี่ยนไปจนน่าใจหาย... คนเราจะรักคนอื่นไม่เป็นหรอกค่ะ ถ้าไม่หัดรักและเคารพตัวเองเสียก่อน...”

คุณบุญเลื่อง (รฐา โพธิ์งาม) - สตรีม่ายผู้เลอโฉมผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยวิญญาณแห่งเสรีภาพ หล่อนถูกหล่อหลอมในดินแดนแห่งมนุษยชนและศิลปะชั้นสูง ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นทุกหยาดหยดแห่งลมหายใจและสายเลือดจึงไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และกรอบประเพณีแห่งสยามประเทศ หล่อนรักทุกชีวิตรอบข้าง โลกของหล่อนจึงสดใสงดงามเต็มไปด้วยความสุนทรียภาพอันไร้ขอบเขตและถูกถ่ายทอดออกมาอย่างประณีตบรรจง ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน การดนตรี หรือการขับร้อง แม้กระทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์และทุกอากัปกิริยาในทุกวิถีแห่งอารมณ์ และนั่นเองที่ทำให้หล่อนต้องตกอยู่ในกับดักแห่งกิเลสและตัณหา

“คุณบุญเลื่องเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมาตลอดชีวิต ไม่เคยมีความทุกข์ใดๆ เลย แต่พอมาภาคนี้เนี่ยสิ่งที่คุณบุญเลื่องปกปิดความลับมานาน มันทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ตามมา เรียกได้ว่าเธอทำให้คนที่เธอรักมากที่สุดเสียใจ ดังนั้นจากคนที่ไม่เคยผิดหวังในชีวิต คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ กลับพบกับความทุกข์ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง มันก็เลยเป็นจุดพลิกผันให้คุณบุญเลื่องในภาคนี้เจ็บและก็เสียใจ และทุกข์ที่สุดของที่สุด

แต่พอดูแล้วรู้สึกว่า คุณบุญเลื่องเป็นผู้หญิงที่เข้าใจโลกมากคนหนึ่ง และพร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่น แม้กระทั่งให้โอกาสตัวเอง แล้วทุกคำพูดของคุณบุญเลื่องมันเป็นคำสอน มันมีคำหนึ่งที่หญิงชอบมาก คือ ‘คนเราจะรักคนอื่นไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้จักรักและเคารพตัวเองเสียก่อน' หญิงรู้สึกว่าจริง ถ้าเราไม่รักตัวเอง เราพร้อมที่จะไปรับไปเผื่อแผ่ให้ใครได้ที่ไหน บางคนรู้สึกว่าการรักตัวเองคือการเห็นแก่ตัว หญิงมองว่ามันไม่ใช่ มันต่างกัน การเห็นแก่ตัวคือการที่คุณไม่รักตัวเองต่างหาก หญิงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เจ๋งดี ถ้ามีโอกาสได้เจอกันจริงๆ คงดี

พูดถึงจัน ดาราแล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของอีโรติก เพราะทั้งหมดเขาใช้เซ็กส์เป็นสื่อในการนำเสนอเรื่องราว บอกถึงความรัก ความใคร่ การแก้แค้น ดังนั้นมันหนีไม่พ้นในเรื่องของเลิฟซีน ซึ่งแต่ละเลิฟซีนมันก็มีความสวยงาม ดูให้งามมันก็งาม ภาคนี้สำหรับคุณบุญเลื่องจะได้เห็นมากขึ้นจากภาคที่แล้วที่จะมีแค่ถูน้ำแข็ง ก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะนี่ก็เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิต แล้วก็เป็นอีโรติกที่เราเองก็ไม่เคยเล่นมาก่อน แต่สุดท้ายยังไงมันก็คืองาน แล้วก็มาถึงจุดนี้แล้วเราก็อยากให้ออกมาดี และอยากให้ภาพออกมาสวย ซึ่งภาพทั้งหมดหม่อมก็เป็นคนจัดให้ทั้งหมด ซึ่งที่ได้ดูแล้วก็ยอมรับค่ะว่าแรงที่สุดในชีวิต ก็ยังไม่เคยแสดงอะไรที่แรงขนาดนี้มาก่อน ถ้าไม่ใช่หม่อมก็คงจะไม่กล้าเล่น เพราะหม่อมทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ความโป๊ มันเป็นความสวยงามจริงๆ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:16
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“นั่งลงซิจัน นับแต่นี้ต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจันแต่ผู้เดียว”

น้าวาด (บงกช คงมาลัย) - สตรีผู้ยึดมั่นในความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษอันยิ่งใหญ่ เธอถูกหล่อหลอมในกรอบจารีตประเพณีอันละเอียดประณีตบรรจงแห่งกุลสตรีสยามอย่างสมบูรณ์แบบ แม่วาดงามทั้งกาย วาจา และใจ สมกับคำว่าผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แต่ในส่วนลึกของเธอนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณแห่งความเป็นสตรีเพศ เธอมีความปรารถนาอันซ่อนเร้นและบูชารักแท้เยี่ยงมนุษย์ปุถุชน แต่ด้วยความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ทำให้ชีวิตของเธอต้องพบกับความทรมานอย่างแสนสาหัสที่ไม่สามารถที่จะแสดงออกและปริปากได้แม้แต่คำเดียว

“ในภาคนี้ก็จะเป็นเรื่องของบทสรุปต่างๆ ที่ทุกคนคิดว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ในภาคปฐมบท ก็ไปดูได้ในภาคปัจฉิมบทนี้จะมีคำตอบให้หมดเลย เพราะว่าทุกอย่างทุกกระทำที่เริ่มต้นในภาคแรกมีผลกับภาคที่สองอย่างมาก เพราะหม่อมเขาจะเล่าตั้งแต่ต้นจนจบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านวิสนันท์ก็เพราะความโลภ ทำให้ทุกคนต้องกลายเป็นความทุกข์ สุดท้ายแล้วมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นสิ่งที่โกหกหมดเลย

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของกรรม การทำกรรมร่วมกันก็จะได้ผลอย่างนี้ ทำให้ตั๊กมองเห็นว่าหม่อมเขากระโดดข้ามสิ่งที่เขาจะเผยแพร่ในเรื่องของธรรมะกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้ในแบบที่เป็นภาพยนตร์ แล้วพวกเราก็จะเห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่อยากให้พลาดชมกันค่ะ มาดูกันเยอะๆ ขอบคุณมากๆ ค่ะ ที่ทุกคนได้ชมภาคแรกกัน แล้วทุกคนก็จะได้รู้ทุกคำตอบกับสิ่งที่คุณได้ดูไปในภาคสองนี้ ตั๊กเชื่อว่าทุกคนต้องอยากดูภาคสองค่ะ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:17
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“มึงอย่าหวังนะไอ้จัน ที่จะได้แตะแม้แต่ปลายตีนกู... ไม่ต้องมาขู่ กูไม่กลัวมึงหรอกไอ้จัญไร”

คุณแก้ว (โช นิชิโนะ) - หรือวิไลเลข วิสนันท์ เป็นสตรีที่ตกอยู่ในชะตากรรมอันโหดร้ายโดยไม่รู้ตัว การเกิดมาเป็นธิดาสาวคนเดียวในตระกูลและเป็นที่รักยิ่งของบิดาผู้มีทั้งอำนาจและทรัพย์สินเงินทอง ทำให้เธอยึดมั่นในอัตตาแห่งตนและถอดนิสัยมาจากหลวงวิสนันท์เดชาผู้บิดาราวกับพิมพ์เดียวกันไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องกามราคะ จะได้นิสัยแม่วาดผู้เป็นมารดาบ้างก็ในเรื่องความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มองดูเผินๆ เธอเป็นสตรีที่ถือตัวเย่อหยิ่ง ชอบดูถูกคนและให้ร้ายคนอื่นเต็มไปด้วยความริษยาแม้แต่เงาของตัวเอง หากเธอได้รักชอบใครก็จะลุ่มหลงทุ่มเทโดยไม่คำนึงถึงถึงเหตุการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

“คุณแก้วกับดิฉันจะแตกต่างกันมากเลยค่ะ อย่างเวลาที่คุณแก้วโมโหหรือไม่แฮปปี้เนี่ย ทำให้เค้าโกรธมากๆ จนทำร้ายคนอื่นได้เลย แต่ตัวดิฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่ว่าเข้าใจว่าความโกรธของแก้วนั้นมาจากความมั่นใจของแก้วเอง แต่ว่านิสัยของดิฉันนะคะ ถ้ามีอะไรที่ไม่พอใจ จะพูดกันก่อน เข้าใจกันก่อน แล้วก็หยุดปัญหาค่ะ ไม่มีการทำร้ายกันค่ะ แต่มีข้อหนึ่งที่เห็นด้วยกับคุณแก้ว คือคุณแก้วกำลังหาความรัก หาคนที่รักเค้าจริง อันนี้ไม่น่าเป็นเค้าคนเดียว น่าจะเป็นเรื่องจริงสำหรับตัวดิฉันและคนทั้งโลกเลยค่ะ

เรื่องซีนอีโรติกเนี่ย ดิฉันคิดว่ามันเป็นความแตกต่างทางประเพณีและวัฒธรรมของไทยและญี่ปุ่นนะคะ เพราะที่ญี่ปุ่นเวลาถ่ายซีนอีโรติกจะเป็นเรื่องธรรมดามากค่ะ แต่ว่าที่เมืองไทยอาจจะไม่ค่อยมีเท่ากับญี่ปุ่น ก็รู้สึกแปลกใจว่าคนที่เล่นด้วยบางซีนจะค่อนข้างเขินอาย แต่ตัวดิฉันถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ว่าก็แฮปปี้มากที่ทุกคนเกรงใจและก็ดูแลดิฉันดีมากในซีนเหล่านี้ค่ะ

เนื้อหาในเรื่องนี้ก็สามารถดูได้ว่ามนุษย์เรามันจะมีหลายอารมณ์ทั้งเศร้า แฮปปี้ พอใจ มั่นใจ เห็นแก่ตัว บางทีแฮปปี้แป๊ปเดียวปุ๊บชีวิตก็อาจจะเปลี่ยนไปเหมือนลงนรกเลย เป็นสัจธรรมของชีวิต ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น เป็นธรรมชาติในชีวิตคนเราค่ะ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:17
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“ฉันเองก็เข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องยากที่ใครก็ตามในโลกนี้จะทำใจได้ง่ายๆ ถ้าได้พบกับชะตากรรมในชีวิตเยี่ยงเธอ ซึ่งอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับความเข้มแข็ง และความอดทนที่จะพาเราฝ่ามรสุมชีวิตในครั้งนี้ไปได้อย่างรอดปลอดภัย”

ไฮซินธ์ (สาวิกา ไชยเดช) - สาวน้อยวัย 16 จากหัวเมืองทางภาคใต้ผู้เป็นนางในดวงใจของจัน ดาราตั้งแต่แรกพบประสบหน้า เธอมีร่างสูงระหง ดวงหน้างามคมขำราวกับเทพธิดาและมีอะไรในดวงหน้านั้นคล้ายมารดาของเขาเป็นอย่างยิ่ง นัยน์ตาโศกแต่รอยยิ้มอันสดใสของเธอก็ทำให้โลกทั้งใบพลอยมีความสุขไปกับเธอด้วย ไฮซินธ์และจันเรียนภาษาอังกฤษภาคค่ำที่โรงเรียนครูสาลี่ และสานสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ ก่อนเหตุการณ์ร้ายจะทำให้ทั้งคู่พรากจากกันโดยไม่ทันตั้งตัว

“กี้คิดว่าตัวละครทุกตัวของเรื่องนี้มันมีเสน่ห์ทุกตัวเลย ตัวละครของกี้เองเนี่ยหม่อมก็บอกว่า กี้เนี่ยเป็นรับเชิญพิเศษนะ คือบทที่เราเล่นมันมีสองตัวนะแต่จะแวบไปแวบมาอะไรอย่างนี้ แต่สองตัวนี้เนี่ยเป็นตัวหลักของเรื่องที่เป็นปม เป็นผู้หญิงที่จันรักมากที่สุด พูดแล้วก็ขนลุก ที่ยากก็คือเราจะต้องเล่นสองตัวนี้ให้มันแตกต่างกันนะ แล้วบนแผ่นฟิล์มด้วย หม่อมว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายกับการเป็นนักแสดง กี้ก็คิดว่าต้องเล่นให้ดีที่สุด เพราะว่าบทนี้มันเป็นบทที่สำคัญมากๆ

เรื่องนี้มันเป็นหนังที่มีอารมณ์และมุมมองที่หลากหลายของแต่ละคน ถ้าลองมาดูเรื่องนี้มันจะมีอะไรมากมายให้เห็นชีวิตมนุษย์มันไม่มีความแน่นอนเลยค่ะ มันมีทั้งความรัก ความแค้น ความใคร่ปะปนกันอยู่หลายๆ อย่างค่ะ มันให้อารมณ์หลากหลาย ได้ทั้งสาระและบันเทิงจริงๆ ค่ะ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:18
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“นี่มันอะไรกัน คุณแม่ไม่น่าเล่นบ้าๆ แบบนี้เลย แม่ไม่ต้องมาพูดอะไรอีกต่อไป ผมจะไม่ฟังอีกต่อไปแล้ว...”

คุณขจร (ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) - สุภาพบุรุษนักเรียนนายร้อย บุตรชายคนเดียวของคุณบุญเลื่อง เขาเป็นนักเรียนนายร้อยที่สมเป็นชายชาติทหารที่เพียบพร้อมไปทุกอย่างทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติตลอดจนชาติตระกูล เป็นคนสุภาพ สุขุมนุ่มลึก และเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งออกจะดูเหมือนไว้ตัวแต่ก็ไม่เย่อหยิ่งทะนงตนแต่อย่างใด

““ในภาคปัจฉิมบทนี้มีความเข้มข้นขึ้นจากภาคปฐมบทแน่นอน จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างของบ้านวิสนันท์ เราไม่บอกว่าเป็นอะไรคุณต้องไปดูกันเอง และไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแค่ในบ้าน แต่มีการเปลี่ยนแปลงของตัวละครทุกตัวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปฐมบท คิดว่าทุกคนที่ได้ไปดูภาคแรกแล้วจะพลาดภาคนี้ไม่ได้แน่นอน เพราะว่ามันคือภาคต่อที่คุณต้องดูแล้วคุณจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นผลที่ตามมามันคืออะไร

ผมไม่อยากให้มองภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นภาพยนตร์โป๊เปลือย แต่ว่ามันคือภาพยนตร์ที่น่าจะส่อให้เห็นและจะสื่อให้เห็นถึงความจริงในสังคมไทยที่มีมาเนิ่นนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องของการปกครอง เรื่องของการใช้ชีวิตของคนในสมัยก่อน เรื่องของครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันอันดับหนึ่ง แล้วก็เรื่องความรักและเซ็กส์ที่เป็นเรื่องที่มีอยู่ทุกสมัย แต่ว่าพอกาลเวลาเปลี่ยนไป มันแค่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดมา ในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แล้วคุณจะได้มุมมองในเรื่องของความรักอีกมุมมองหนึ่งเลยว่าคำว่าเซ็กส์ไม่ใช่แค่สนุกสนาน ไม่ใช่แค่ความรัก แต่มันคือเกมการเมือง มันคือเกมในการปกครองคนในบ้านได้เลยซึ่งเราอาจจะไม่คิดว่าสมัยก่อนมี และผมเชื่อว่าคุณผู้ชมจะได้รับรู้ถึงความตั้งใจของนักแสดงทุกคน รวมถึงความสวยงามของฉาก ความสวยงามของภาพ ความสวยงามของอารมณ์ ของนักแสดง และท้ายที่สุดอยากให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับ ‘ความเป็นจันดารา' แล้วคุณจะเข้าใจถ้าได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:19
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าเอามาคิดให้รกสมอง จริงหรือไม่จริง ยายว่าหนูจันเจ้าขาของยายอยู่ที่นี่ให้สบายใจ สบายกายเถอะ แล้วเรายายหลานค่อยมาคิดหาหนทางแก้แค้นไอ้หลวงจัญไรนั่นให้สาสมจะดีกว่า ดีหรือไม่ดีล่ะหนูจันเจ้าขาของยาย”

คุณท้าวพิจิตรรักษา (รัดเกล้า อามระดิษ) - คุณป้าของดารา พิจิตรวานิชแม่ของจัน เป็นผู้อาวุโสมากที่สุดในบ้านพิจิตรวานิชเป็นคนรักเกียรติภูมิของวงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้ จนสามารถกระทำการต่างๆ โดยไม่สนใจความถูกผิดเพื่อรักษาผลประโยชน์และทรัพย์สมบัติความร่ำรวยของตระกูลตนเองไว้ เป็นผู้หญิงแก่ที่หลงอำนาจและสร้างปมปัญหาต่างๆ ไว้มากมาย จนก่อให้เกิดความหายนะต่อคนรอบข้างได้อย่างน่าสะพรึงกลัว

“สารภาพตามตรงเลยว่ายาก เพราะจริงๆ เป็นคนรู้สึกอะไรก็จะทำออกไปตรงๆ ถ้าไม่ชอบก็คือจบ คนที่โกหกแม้กระทั่งตัวเองแล้วจะมีความสุขอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการที่เรามารับบทนี้รู้สึกยากมาก แต่เราก็ต้องคิดถึงเป้าหมายสูงสุดของตัวละครตัวนี้นั้นคือ จุดยึดเหนี่ยวของเรา ตัวเราเองพอได้ทำความเข้าใจกับตัวละครตัวนี้แล้วรู้สึกเห็นใจคุณท้าวมากๆและด้วยความที่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องรักษาเกียรติยศและทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลไว้ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเองเลย แต่เราทำเพื่อรักษาและสืบทอดต่อให้ลูกหลานเพื่อให้วงศ์ตระกูลนี้อยู่ได้ ถ้าเรามองตัวคุณท้าวในมุมนี้เราจะเห็นว่าการกระทำของคุณท้าวไม่ผิดเลยเพราะเรารู้ถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของตัวละครตัวนี้

ถ้ามองเบื้องหลังละครแต่ละตัวมองไปถึงภูมิหลัง มองไปถึงกรรมพันธุ์ว่าผู้ให้กำเนิดแต่ละคนคือใคร มองไปถึงสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมาว่าเป็นบ้านแบบไหน พบเจอผู้ใหญ่คนที่เลี้ยงเขามาเป็นแบบไหน หรือแม้แต่สถานการณ์ที่เขาบีบบังคับต้องทำ เราจะพบว่าตัวละครแต่ละตัวแทบจะไม่มีใครผิดเลย ทุกคนทุกเหตุการณ์ที่ทำลงไปเพราะมีเหตุผล เมื่อเราเข้าใจในเหตุผลของเขา เขาก็เป็นมนุษย์ปถุชนทั่วไป และตัวละครก็จะเป็นบทเรียนในสังคมได้เป็นอย่างดี คิดว่าคนดูแล้วจะเข้าใจ อยากให้ดูแล้วเก็บไปคิดว่าคนทุกคนมีข้อด้อยข้อบกพร่องข้อเสียอยู่ในแต่ละคน และในขณะเดียวกันก็มีข้อดี ไม่มีใครหรอกจะเลวไปซะทั้งหมด แล้วไม่มีใครหรอกดีไปซะทั้งหมด ถ้าเราดูแล้วเรารู้สึกว่านี่แหละคือบทเรียนของเรา ถ้าเราไม่อยากเป็นแบบนั้นในบั้นปลายชีวิต เราก็ต้องอย่าทำแบบตัวละครตัวนั้น”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:20
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“คุณจัน คุณมั่นใจแล้วหรือที่จะยอมรับความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพ่อของคุณได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะทำให้คุณเจ็บปวดทรมานใจสักปานใดก็ตาม”

“ร้อยตำรวจเอกเรืองยศ” (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) - นายตำรวจหนุ่มตงฉินรุ่นใหม่ไฟแรงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์แห่งการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้ดำเนินคดีข่มขืนและฆาตกรรมอันเป็นปมปริศนา เขามาจากครอบครัวที่มีชาติตระกูลสูงในวงสังคม เขาจึงรักเกียรติยศและความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด ฉะนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับอิทธิพลมืดอันทุจริตในเมืองพิจิตร เขาจึงไม่อาจรับสภาพนั้นได้จนตัดสินใจลาออกจากราชการทั้งๆ ที่รักในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเต็มเปี่ยม

“การแสดงในเรื่องนี้ค่อนข้างจะละเอียดในการตีความ คือผมได้มีโอกาสเรียนกับหม่อมน้อย และได้คุยกับหม่อมว่าผมอยากร่วมงานกับหม่อมน้อยสักเรื่องหนึ่ง เป็นตัวประกอบก็ยังดี หม่อมก็เลยบรรจงมอบบทร้อยตำรวจเอกเรืองยศให้

ผมว่าความยากของการแสดงเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่าเราเล่นกับอาจารย์ เป็นภาพยนตร์ที่อาจารย์กำกับ คือหม่อมเป็นคนที่ค่อนข้างมีความละเอียดสูงในเรื่องของการแสดง การตีความ ผมที่ออกในจอไม่กี่นาทีแต่ใช้เวลาการซ้อมนานเป็นเดือน มีการซ้อมกันก่อนในห้องซ้อมเหมือนละครเวที มีการซ้อม นั่งตีความบท การแสดง ความคุ้นเคยกับนักแสดงรอบข้างทั้งหมด ผมว่าตัวละครตัวนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่ไม่เคยเล่น เป็นบทบาทของคนที่ผิดหวัง เก็บตัวเอง ซ่อนบาดแผล มีแผลเป็นอยู่ในใจ

มันเป็นความเป็นจริงของมนุษย์ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงกิเลส ตัณหา ราคะ ของความเป็นคน แต่ในตัณหาราคะในแต่ละช่วงของภาพยนตร์จะซ่อนเรื่องราวแง่คิดหลายๆ มุม ทั้งในเรื่องของการเก็บเรื่องไว้กับตัวเองก็เป็นทุกข์เอง ผมว่ามันตรงกับเรื่องของสัจธรรม ตัวเราเองเป็นคนกำหนดทุกอย่าง เหมือนตัวของจัน ดาราตัวเขาเป็นตัวกำหนดชีวิตเขาเอง เพราะเขาไปกำความขมขื่น ความแค้นเอาไว้ แล้วพยายามที่จะแก้แค้น ซึ่งสุดท้ายแล้วคนดูจะได้รู้ต้นเหตุของทุกเรื่อง เราสามารถที่จะปล่อยวางแต่ละเรื่องได้หรือไม่ ถ้าปล่อยวางได้ ไม่ยึดติดกับมัน มนุษย์โลกเราจะมีความสุขมากกว่านี้เยอะ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:22
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เกร็ดภาพยนตร์

1) ภาพยนตร์เรื่อง “จันดารา ปฐมบท” (2555) และ “จันดารา ปัจฉิมบท” (2556) ดัดแปลงจากนวนิยายสุดคลาสสิก “เรื่องของจัน ดารา” ของนักประพันธ์ชั้นครู “อุษณา เพลิงธรรม” (ประมูล อุณหธูป) (2463-2530) ตีพิมพ์ เป็นตอนๆ ครั้งแรกใน “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” (2507-2509)

2) ต่อมาได้พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกโดย “สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น” (2509) และหลังจากนั้นตลอดเกือบ 50 ปีที่ผ่านมาก็ถูกพิมพ์รวมเล่มเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 13 โดย “สำนักพิมพ์มติชน” (เม.ย. 2555)

3) สู่การเขียนบทและตีความใหม่สุดเข้มข้นโดยผู้กำกับฯ ฝีมือละเมียด “หม่อมน้อย - ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” เป็นผลงานลำดับที่ 11 ถัดจากภาพยนตร์ขึ้นหิ้งอย่าง เพลิงพิศวาส (2527), ช่างมันฉันไม่แคร์ (2529), ฉันผู้ชายนะยะ (2530), นางนวล (2530), เผื่อใจไว้ให้กันสักหน่อย (2532), ความรักไม่มีชื่อ (2533), มหัศจรรย์แห่งรัก (2538), อันดากับฟ้าใส (2540), ชั่วฟ้าดินสลาย (2553), อุโมงค์ผาเมือง (2554)

4) “จันดารา” เวอร์ชั่นหม่อมน้อยใน พ.ศ. นี้ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งที่ 3 ถัดจาก 2 ครั้งแรก คือ

- ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2520) สร้างโดย เทพกรภาพยนตร์ / อำนวยการสร้างโดย กิติมา เศรษฐภักดี / กำกับโดย รัตน์ เศรษฐภักดี / เขียนบทโดย ส. อาสนจินดา / กำกับภาพโดย อดุลย์ เศรษฐภักดี / นำแสดงโดย สมบูรณ์ สุขีนัย (จัน), อรัญญา นามวงศ์ (บุญเลื่อง), ศิริขวัญ นันทศิริ (แก้ว), ภิญโญ ปานนุ้ย (เคน) เข้าฉายเมื่อ 11 มี.ค. 2520 ที่โรงเพชรรามา และโรงเพชรเอ็มไพร์

- ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2544) สร้างโดย ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ / กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร / เขียนบทโดย ศิรภัค เผ่าบุญเกิด, นนทรีย์ นิมิบุตร / นำแสดงโดย สันติสุข พรหมศิริ (คุณหลวง), สุวินิต ปัญจมะวัต-เอกรัตน์ สารสุข (จัน), วิภาวี เจริญปุระ (น้าวาด), คริสตี้ ชุง (บุญเลื่อง), ภัทรวรินทร์ ทิมกุล (แก้ว), เคน (ครรชิต ถ้ำทอง) เข้าฉายเมื่อ 28 ก.ย. 2544

5) “จันดารา” เวอร์ชั่นหม่อมน้อยจะถูกสร้างเป็นสองภาค คือ “จันดารา ปฐมบท” (6 ก.ย. 54) และ “จันดารา ปัจฉิมบท” (7 ก.พ. 56) เพื่อความสมบูรณ์แบบของเนื้อหาและสาระบันเทิงอย่างเต็มอิ่ม

6) พลิกบทบาทประชันฝีมือด้วยทีมนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทยไม่ว่าจะเป็น มาริโอ้ เมาเร่อ (จัน ดารา), ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต (เคน กระทิงทอง), ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ (หลวงวิสนันท์เดชา), บงกช คงมาลัย (น้าวาด), รฐา โพธิ์งาม (คุณบุญเลื่อง), โช นิชิโนะ (คุณแก้ว), สาวิกา ไชยเดช (ดารา / ไฮซินธ์), รัดเกล้า อามระดิษ (คุณท้าวพิจิตรรักษา), ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ขจร), เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ (ร้อยตำรวจเอกเรืองยศ) ร่วมด้วยนักแสดงสมทบและรับเชิญอีกมากมายที่จะมาเพิ่มสีสันให้กับภาพยนตร์ในภาคนี้

7) “จันดารา” ทั้งสองภาคนี้เซ็ตฉากถ่ายทำอย่างงดงามในทุกๆ โลเกชั่นไม่ว่าจะเป็น บ้านสังคหวังตาล บ้านโป่ง จ.ราชบุรี / หอวัฒนธรรมไทยวน (ไท-ยวน) อำเภอเสาไห้ สระบุรี / โฮมพุเตย, น้ำตกเจ็ดสาวน้อย จ.กาญจนบุรี / ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5, ถนนราชดำเนิน หน้าวังปารุสกวัน, สถานีดับเพลิงบางรัก, ตึกพัสดุการรถไฟ, หัวลำโพง กรุงเทพมหานคร

8) รวมพลคนเบื้องหลังมืออาชีพทุกๆ ด้านที่จะมาสร้างสรรค์ให้ “จันดารา” เวอร์ชั่นนี้ตระการตาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบงานสร้างสุดวิจิตรในทุกฉากโดย “พัฒน์ฑริก มีสายญาติ” (อุโมงค์ผาเมือง), การกำกับภาพสุดงดงามในทุกเฟรมภาพของ “พนม พรมชาติ” (ชั่วฟ้าดินสลาย, อุโมงค์ผาเมือง ฯลฯ), งานออกแบบเครื่องแต่งกายสุดประณีตของ “อธิษฐ์ ฐิรกิตสัฒน์” (ซีอุย, ต้มยำกุ้ง, Me, Myself ขอให้รักจงเจริญ), การเมคอัพสุดบรรจงในทุกคาแร็คเตอร์โดย “มนตรี วัดละเอียด” (สุริโยไท, โหมโรง, ชั่วฟ้าดินสลาย, อุโมงค์ผาเมือง ฯลฯ) และดนตรีประกอบสุดตรึงใจโดย “ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์” (นางนาก, จัน ดารา-2544, โอเคเบตง, โหมโรง, เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรัก, ก้านกล้วย, ปืนใหญ่จอมสลัด, อุโมงค์ผาเมือง, คน-โลก-จิต ฯลฯ)

9) “เพลงเมื่อไหร่จะให้พบ” ประพันธ์คำร้องโดย “แก้ว อัจริยะกุล” / ทำนองโดย “หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์” / ต้นฉบับขับร้องโดย “มัณฑนา โมรากุล” ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ. 2552 โดยภาพยนตร์ปี พ.ศ. 2555 นี้ จะขับร้องโดย “รฐา โพธิ์งาม” และ “ศักราช ฤกษ์ธำรงค์” สองนักแสดงใน “จันดารา ปฐมบท” อย่างแสนไพเราะ

10) “จันดารา ปฐมบท” เดินสายฉายทั่วเอเชียไปแล้วที่ สิงคโปร์ (11 ต.ค.), ฮ่องกง (29 พ.ย.), ไต้หวัน (30 พ.ย.), และอีกหลายประเทศที่ซื้อไปฉายแล้วอย่าง เกาหลีใต้ และ ฟิลิปปินส์

11) “DVD จันดารา ปฐมบท” จะออกมาให้ผู้ชมได้หวนระลึกความทรงจำและซึมซับทุกความรู้สึกกันอีกครั้งในวันที่ 13 ธ.ค. นี้ ก่อนที่จะไปพบกับบทสรุปของภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์แบบทุกอารมณ์ใน “จันดารา ปัจฉิมบท” พร้อมฉาย 7 ก.พ. 56

12) นอกจากเรื่องราวเข้มข้นน่าติดตามและการเชือดเฉือนบทบาทของทีมนักแสดงอย่างสุดประทับใจแล้ว ใน “จันดารา ปัจฉิมบท” ยังคงสร้างสรรค์หลากหลายฉากใหญ่อย่างตระการตาพร้อมด้วยเครื่องแต่งกายและการเมคอัพจัดเต็มอย่างสมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นฉากสงครามโลกครั้งที่ 2, ฉากภายในบ้านวิสนันท์และพิจิตรวานิช, ฉากสำนักโคมเขียวโคมแดง, ฉากกระท่อมกลางป่าลึก, ฉากโรงงานพิจิตรวานิช, ฉากงานแต่งงาน รวมถึงฉากอีโรติกสุดงดงามที่หลายคนจับตามอง


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:24
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

คลังภาพยนตร์หม่อมน้อย

- เพลิงพิศวาส (2527) ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาดาราประกอบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (สินจัย หงษ์ไทย)

- ช่างมันฉันไม่แคร์ (Damn it! Who care - 2529) – ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม / ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม / ได้รับการคัดเลือกไปฉายโชว์ในงาน London Films Festival และ Berlin Films Festival

- ฉันผู้ชายนะยะ (Boy in the Band - 2530) – ได้ฉายใน Gay Film Festival ที่ Los Angeles สหรัฐอเมริกา ปี 2532

- นางนวล (The Seagull - 2530) - ได้รับรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมแห่งเอเชียในปี 2531 ใน Asian Films Festival ที่ Taiwan และยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับการเสนอชื่อรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย

- เผื่อใจไว้ให้กันสักหน่อย (2532)

- ความรักไม่มีชื่อ (2533)

- มหัศจรรย์แห่งรัก (2538) – ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (สินจัย หงษ์ไทย), ดาราประกอบฝ่ายชายยอดเยี่ยม (วิลลี่ แมคอินทอช), ดาราประกอบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (วราพรรณ หงุ่ยตระกูล), กำกับฝ่ายศิลป์ยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

- อันดากับฟ้าใส (2540) – ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาดาราประกอบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (สินจัย หงษ์ไทย), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

- ชั่วฟ้าดินสลาย (2553) – ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม(อนันดา เอเวอริงแฮม), ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม รางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 20 / ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับ, บทภาพยนตร์, นักแสดงนำชาย, นักแสดงนำหญิง รางวัลคมชัดลึกอวอร์ดครั้งที่ 8 / ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม, ผู้แสดงนำหญิง, ยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 19

- อุโมงค์ผาเมือง (2554) – เทคนิคการสร้างภาพพิเศษ, ออกแบบเครื่องแต่งกาย รางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 21 / ผู้แสดงสมทบหญิง (รัดเกล้า อามระดิษ), กำกับศิลป์ รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 20


แก้ไขครั้งที่ 1 : 10 ม.ค. 56 23:25


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     10 ม.ค. 56 23:29
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

แถลงข่าวภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “จันดารา ปัจฉิมบท” พร้อมสู่บทสรุปมหากาพย์โศกนาฏกรรม

สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับบทสรุปแห่งมหากาพย์โศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่เรื่อง “จันดารา ปัจฉิมบท” ผลงานล่าสุดของผู้กำกับชั้นครู “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ซึ่งได้ฤกษ์เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยได้รับความสนใจจากบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนงที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

งานนี้ได้ผู้ดำเนินรายการชื่อดัง “กนก รัตน์วงศ์สกุล” รับหน้าที่พาทุกคนเข้าสู่บ้านวิสนันท์พร้อมการกลับมาชำระแค้นของจัน ดาราอย่างเข้มข้นกว่าเดิมเป็นทวีคูณ

เปิดงานด้วย VTR ย้อนความสำเร็จของ “จันดารา ปฐมบท” พร้อมต้อนรับสู่บทสรุปอันมิอาจคาดเดาของ “จันดารา ปัจฉิมบท” ด้วยการพูดคุยอย่างสนุกสนานกับทัพนักแสดงหลักไม่ว่าจะเป็น “มาริโอ้ เมาเร่อ”, “ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต”, “ศักราช ฤกษ์ธำรงค์”, “รฐา โพธิ์งาม”, “บงกช คงมาลัย”, “สาวิกา ไชยเดช”, “รัดเกล้า อามระดิษ”, “ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” และทีมนักแสดงรับเชิญเพิ่มสีสันให้กับภาพยนตร์ อาทิเช่น “ปูไข่-พงศ์สิรี บันลือวงศ์”, “วิว-วรรณรท สนธิไชย”, “อเล็กซ์-ทวีศักดิ์ ธนานันท์” และ “อ้อม-กานต์พิสชา เกตุมณี”

จากนั้นจึงเชิญผู้กำกับมากฝีมือ “หม่อมน้อย” ขึ้นมาพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอถึงรายละเอียดภาพรวมของภาพยนตร์ในภาคจบนี้ซึ่งจะเข้มข้นในทุกองค์ประกอบทั้งเรื่องราว, การแสดง, สาระบันเทิง รวมถึงฉากอีโรติกที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ก็จะถูกจัดเต็มสวยงามไม่แพ้ภาคแรกอย่างแน่นอน

ต่อจากนั้นจึงเรียกเสียงฮือฮาทั่วทั้งงานด้วยตัวอย่างภาพยนตร์ “จันดารา ปัจฉิมบท” ฉบับเต็มสมบูรณ์แบบ ที่เปิดให้ชมกันเป็นครั้งแรกในงานนี้ด้วย

ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกของทีมงานภาพยนตร์และทีมผู้บริหารนำโดยผู้อำนวยการสร้าง “เสี่ยเจียง-สมศักด์ เตชะรัตนประเสริฐ” ที่ให้เกียรติมาร่วมงานครั้งนี้เป็นพิเศษ


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     14 ม.ค. 56 23:10
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เปลี่ยนลุค เลิกเจ้าชู้ “นิว ชัยพล” ปลื้มได้ดีเพราะเมีย!!! ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงทันทีหลังจากแจ้งเกิดไปเต็มๆ กับบท “เคน กระทิงทอง” จาก “จันดารา ปฐมบท” หนุ่มฮ็อต “นิว-ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต” ก็ปลื้มอีกครั้งที่ได้เปลี่ยนลุคและบทบาทจากหน้ามือเป็นหลังมือใน “จันดารา ปัจฉิมบท” อันเป็นภาคอวสานของภาพยนตร์

โดยในภาคนี้เคน กระทิงทองจะเปลี่ยนจากหนุ่มนักรักวัยคะนองแสนเจ้าชู้ มาเป็นชายหนุ่มที่เอาการเอางานขยันขันแข็งและรักครอบครัวจากการที่ได้พบรักกับ “มาลัย” สาวสวยชาวพิจิตรที่รับบทโดย “วิว-วรรณรท สนธิไชย” นางเอกดาวรุ่งค่ายเอ็กแซ็กท์

หนุ่มนิวเผยว่า
“ผมกับวิวเป็นลูกศิษย์หม่อมน้อย เรียนการแสดงในคลาสเดียวกันมาสี่ปีแล้ว ทำให้การแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าขากันได้เป็นอย่างดี และการที่เคน กระทิงทองเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรียกว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยในภาคนี้ก็ทำให้ตัวละครตัวนี้มีพัฒนาการที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทำให้ผู้ชมได้เห็นเคนในอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือจะเลิกเจ้าชู้เที่ยวผู้หญิง ปิดฉากการเป็นคนเสเพลไปเลยเมื่อได้มาพบรักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เรารักอย่างจริงจัง เป็นรักแท้ของเรา รวมไปถึงการที่โตขึ้นในหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบมากขึ้น โตขึ้นในบทบาทต่างๆ แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมก็คือ ความซื่อสัตย์ที่มีต่อจัน ดาราที่เป็นเหมือนทั้งเจ้านายและเพื่อนรักของเขา”

ด้านวิว วรรณรท พูดถึงการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกนี้ว่า
“อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่ารักแรกพบเลยก็ได้ที่ทำให้เคนเปลี่ยนไปจากภาคแรกที่จะเจอแต่ผู้หญิงเซ็กซี่ พอเจอผู้หญิงเรียบร้อยอย่างมาลัย ก็เลยหลงรักจริงๆ พูดได้เลยว่าตัวมาลัยได้เปลี่ยนเคนจากคนเจ้าชู้ ด้วยความดีจริงๆ ทำให้ผู้ชายที่เป็นเหมือนเพลย์บอย เปลี่ยนมาเป็นแฟมิลี่แมนผู้ชายที่รักครอบครัวมากๆ เลย

นี่เป็นการเล่นหนังครั้งแรกของวิวเลยค่ะและก็ได้มาร่วมงานกับอาจารย์ของเราครั้งแรกนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นมากๆ มันจะเกิดอาการเกร็งมากๆ แต่หม่อมก็บอกไม่ต้องเกร็ง เล่นตามบทบาท ให้เรารู้สึกเหมือนเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ สำหรับนิวได้รู้จักกันมาอยู่แล้วตั้งแต่เล่นละครด้วยกัน พอมาเป็นหนังเราก็ต้องฝากเนื้อฝากตัวเพราะถือว่าเขาเป็นรุ่นพี่ใหญ่เราเป็นเด็กใหม่ก็ถือว่าโชคดีที่ได้เล่นกับนิวซึ่งรู้จักกันอยู่แล้วความเกร็งต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไป เขาก็จะมาสอนเราว่ามันต้องเป็นธรรมชาติจริงๆ รู้สึกยังไงก็แสดงออกไป นิวเป็นคนที่ตั้งใจในการทำงานอยู่แล้วไม่ว่าบทอะไร เราก็ถือว่าได้ร่วมงานกับคนที่มีวินัยสูง มันก็ทำให้ง่ายต่อการทำงานด้วยค่ะ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     15 ม.ค. 56 20:53
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บทสัมภาษณ์ “หญิง-รฐา โพธิ์งาม” ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

+ บทบาท-คาแร็คเตอร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
+ ความเข้มข้นของตัวคุณบุญเลื่อง ก็คือครั้งนี้คุณบุญเลื่องจะประสบปัญหาแล้วทำให้เธอมีจุดพลิกผันของชีวิต จากคนที่เคยมีความสุขตลอดชีวิต ไม่เคยทุกข์อะไร วันหนึ่งต้องมาเจอความทุกข์ที่สุดในชีวิต ก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างนิ่งขึ้นกว่าภาคที่แล้ว มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และระยะเวลาจากภาคที่แล้วจนถึงภาคนี้คุณบุญเลื่องก็จะอายุประมาณ 40 ก็จะเป็นคนที่เรียกได้ว่าวัยกลางคนที่ค่อนข้างมีความทุกข์จากเรื่องราวที่ตัวเองได้ทำขึ้นเอง
..............................................................


+ เรื่องราวในภาคนี้เข้มข้นขึ้นอย่างไรบ้าง
+ สำหรับจันดาราภาคนี้ เราก็จะเห็นจันในวัยที่เติบโตขึ้น เป็นคนที่ถูกสิ่งแวดล้อมหรือผู้ใหญ่ออกคำสั่งแล้วก็สอนให้มีความโกรธแค้น ความเคียดแค้น ถูกปลูกฝังในสิ่งที่ผิด จากภาคที่แล้วเราจะเห็นจันเป็นเด็กผู้ชายที่อ่อนต่อโลก พอเจอสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งหรือว่าเรื่องราวที่ทำให้เขาต้องออกจากบ้านไป สำหรับภาคนี้เขากลับมาทวงทุกสิ่งทุกอย่างคืนในสิ่งที่เขาควรจะได้ แต่วิธีการคือการใช้อำนาจบาตรใหญ่หรือเกินความพอดี เลยทำให้คนเราเมื่อใช้อำนาจมากจนเกินไปมันทำให้สุดท้ายเราไม่เหลืออะไรมากกว่า ตรงนั้นก็เลยทำให้จันดาราในภาคนี้เข้มข้นมากทั้งในส่วนของตัวละครและตัวภาพยนตร์ทั้งเรื่อง มีความเข้มข้นและก็เครียดมากกว่าเดิม ดังนั้นภาคนี้เรียกได้ว่าภาคที่แล้วเป็นปั๊บปี้เลิฟ ภาคนี้น่าจะเรียกว่าเป็นภาคของความแค้น มันต่างมุมโดยสิ้นเชิง โดยภาคที่แล้วเราจะเห็นเป็นสีขาว ภาคนี้จะสีดำโดยสิ้นเชิงค่ะ

เรียกได้ว่าการแก้แค้นของจัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม คือเขาจดจำภาพของพ่อเขาที่ทำร้ายเขาตั้งแต่เด็ก เขามีความแค้นลึกๆ ในใจ แต่ว่าเมื่อกลับไปบ้านพิจิตรไปเจอคุณท้าวยาย คุณท้าวยายก็บอกความจริง แล้วก็บอกว่าต้องกลับไปเอาสมบัติทุกอย่างกลับคืนมา ดังนั้นทุกอย่างที่คุณหลวงรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักภายนอกอย่างเช่นบ้านพิจิตรวานิช หรือว่าบริษัทต่างๆ เงินทองต่างๆ ทั้งหมดคือเป็นเงินของคุณดารา เป็นเงินของบ้านดารา ดังนั้นจันก็ยึดหมด และสิ่งสุดท้ายทุกสิ่งที่คุณหลวงรัก ไม่ว่าจะเป็นคุณแก้ว หรือแม้กระทั่งคุณบุญเลื่องก็ตาม จันก็พยายามที่จะดึงกลับมา ดึงเอามาเพื่อที่จะทำร้ายคุณหลวง ก็เรียกได้ว่ามีการห้ำหั่นการในเรื่องของอารมณ์ ซีนอารมณ์ แม้กระทั่งเลิฟซีนต่างๆ เราก็มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้น
..............................................................


+ ตัวคุณบุญเลื่องเองก็มีความพลิกผันในชีวิตมากมายเหมือนกัน
+ ใช่ค่ะ ก็อย่างที่พูดไว้ข้างต้น คุณบุญเลื่องเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมาตลอดชีวิต ตั้งแต่อยู่สิงคโปร์ อยู่ยุโรป ไม่เคยมีความทุกข์ใดๆ ในชีวิตเลย ดังนั้นจากภาคแรกที่คุณบุญเลื่องมองอะไรก็สดใส หัวเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส มองอะไรเป็นสีสันตลอดเวลา ภาคนี้เนี่ยสิ่งที่คุณบุญเลื่องปิดมานาน แล้วความผิดในเรื่องของการปกปิดความลับตรงนี้เนี่ย มันทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ตามมาในอนาคต เรียกได้ว่าเธอทำให้คนที่เธอรักมากที่สุดเสียใจ ดังนั้นจากคนที่ไม่เคยผิดหวังในชีวิต คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ กลับพบกับความทุกข์ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง มันก็เลยเป็นจุดพลิกผันให้คุณบุญเลื่องในภาคนี้เจ็บและก็เสียใจ และทุกข์ที่สุดของที่สุด

หม่อมบอกมันทุกข์เหมือนมีคนเอามีดมากรีดที่ท้อง คือทุกข์เท่าไหร่ มีใครมาทำให้ทุกข์เท่าไหร่ ไม่เท่ากับเราทำตัวเอง แต่นี่เราทำให้คนที่เรารักมากที่สุด ให้เขาต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต ให้เขาต้องเสียใจ ให้เขาต้องไม่ประสบผลในเรื่องที่เขาต้องการ ไม่ประสบผลในเรื่องของความรัก เรายิ่งทุกข์หนัก เหมือนเราทำให้คนที่เรารักต้องเสียใจ ดังนั้นมันทุกข์หนักเข้าไปอีก มันก็เลยเหมือนกับคุณบุญเลื่องในภาคนี้ก็จะกลับมาในอีกมุมหนึ่ง จากภาคแรกที่เป็นผู้หญิงสดใสร่าเริง เข้ามาในบ้านพิจิตรวานิชแล้วทุกอย่างดูสวยงาม ครั้งนี้เธออยู่ด้วยความทุกข์ อยู่ด้วยความเจ็บปวด เห็นบ้านแล้วก็ไม่ได้มีความสุขเหมือนครั้งแรกที่ก้าวเข้ามา
..............................................................


+ นั่นทำให้การแสดงหรือการเข้าถึงบทบาทในภาคนี้มีความยากขึ้น
+ ใช่ค่ะ จากภาคที่แล้วหม่อมบอกให้หญิงมองทุกอย่างเป็นความสวยงาม แม้กระทั่งเห็นคนเก็บขยะต้องสวยงาม คือตอนนั้นในช่วงที่ถ่ายปฐมบทคือมองอะไรสวยงามไปหมดเลย คือเป็นคนที่ยิ้มแย้มมองอะไรในด้านบวกหมด แต่ว่าสำหรับครั้งนี้พอเป็นปัจฉิมบทปุ๊บ หม่อมบอกว่าคนเราพอเหมือนมีความผิดสักอย่างในชีวิตที่มันไม่สามารถลบล้างได้ ให้หญิงรู้สึกเหมือนมีมีด เอามีดมากรีดตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่คนที่เรารักเจ็บ เหมือนพอเรารู้ว่าเขาเจ็บเพราะเรา มันเหมือนเราต้องเจ็บหนักกว่าเขาหลายพันเท่าทวี ดังนั้นด้วยบทที่เรารับเป็นผู้หญิง 40 เป็นแม่คนด้วย เราต้องพยายามหาจุดตรงนั้นให้ได้ว่า การเป็นแม่คน เวลาเจ็บ เขาเจ็บกันยังไง การที่ทำให้ลูกเสียใจ หรือการที่ทำให้คนรักเสียใจ สามีเสียใจ การที่เราทำผิดสักอย่างมันต้องเก็บขนาดไหน โดยคาแร็คเตอร์คุณบุญเลื่องไม่ใช่คนที่จะมีคนที่คอยให้คำปรึกษามากนัก จากในเรื่องคือเธอมาคนเดียวไม่ได้มีเพื่อนฝูงอะไร เวลาเธอทุกข์ก็จะเก็บไว้คนเดียว สิ่งที่เธอทำได้ก็คือนั่งเล่นเปียโนร้องเพลง นั่งวาดภาพ นี่คือการระบายความทุกข์ของเธอ ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้มีโอกาสที่จะได้พูด เราต้องอย่าลืมว่าคุณบุญเลื่องเคยมีความทุกข์ เมื่อมีความทุกข์แล้วมันจะไม่เหมือนคนที่มีประสบการณ์ หรือเรียนรู้ความทุกข์มา เธอเหมือนเธอไม่รู้จะทำอะไร สิ่งที่ทำได้คือการระบายกับการร้องเพลง การอยู่กับตัวเองหรือว่าวาดภาพอะไรอย่างนี้ค่ะ
..............................................................


+ การแสดงของมาริโอ้ในภาคนี้ที่เปลี่ยนมาเล่นบทร้ายเลย เป็นอย่างไรบ้าง
+ เรื่องนี้เคยได้นั่งคุยกับหม่อม ตอนที่เราถ่ายปฐมบท ซึ่งเราก็พอถ่ายเสร็จก็เข้ามาดูในมอนิเตอร์ หม่อมให้ดูในช่วงที่ตัด โอ้เป็นคนที่มีสายตาเศร้า แล้วพอเล่นในปฐมบททุกคนคือเห็นว่าน่าสงสารจัน ดาราจังเลย ทำไมจันต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ต้องเจอพ่อที่ใจร้ายอย่างนี้ ยังคุยกับหม่อมว่าแล้วภาคปัจฉิมบทโอ้จะเป็นยังไง คือด้วยความที่เห็นน้องใสมาก แล้วก็มีความไร้เดียงสาในมุมของเด็กที่มีความสุขตลอดเวลา แล้วโอ้เองคือน้องเป็นคนที่คิดโลกในแง่บวก เขารับแต่สิ่งบวกๆ เข้ามาในชีวิต ดังนั้นเราคิดไม่ออกเลยว่าจะเล่นเป็นคนที่เคียดแค้นหรืออาฆาตยังไง แต่พอวันที่เขาเข้าฉากเป็นคุณจัน ดาราในวัย 25 ปี เราอึ้งมาก เพราะว่าโอ้นิ่ง นิ่งแล้วเป็นผู้ใหญ่ขึ้นโดยสิ่งที่เราเคยกังวล ด้วยความที่น้องใสมาก คือเรียกได้ว่าหน้าแบ๊ว เห็นแล้วแบบสงสาร เราจะเกลียดคนๆ นี้ได้ยังไง แต่พอถึงเวลาที่เขาเล่น เขาเล่นจนทำเอาพวกเราอึ้งค่ะ คือเราไม่เคยเห็นมาริโอ้ในมุมนี้ หญิงไม่เคยเห็นน้องในมุมที่พลิก แล้วแบบมันไม่มากจนเกินไปและมันไม่น้อยจนเกินไป ไม่ใช่ว่าร้ายซะจนคนดูเกลียดตัวละคร หญิงเชื่อว่าตัวละครจะไปได้ดี คนต้องไม่เกลียดขนาดที่ไม่อยากดู และโอ้สามารถทำให้คนจับคาแร็คเตอร์ที่น่ากลัว คาแร็กเตอร์ที่เคียดแค้น ทำให้คนดูรู้สึกว่าในมุมนั้นมีความน่าสงสารอยู่ เพราะเขาไม่น่าเป็นแบบนี้เลย ทำไมไม่หยุดสักที ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ ซึ่งหญิงคิดว่าเขาประสบความสำเร็จมากกับปัจฉิมบท เพราะว่าตัวจัน ดาราพลิกถึงขั้นทำให้คนดูเกลียดเลยกับสิ่งที่เขาทำ ซึ่งแต่ละอย่างที่เขาทำมันรุนแรงมาก ต้องไปติดตามในภาพยนตร์ค่ะ แต่พอเราได้ดูเรารู้สึกว่า แม้เขาจะทำอะไรรุนแรงก็ตาม เรารู้สึกว่าในความรุนแรงในความเป็นคนไม่ดีของเขา เรายังมองเห็นถึงความน่าสงสารของจัน ดารา ซึ่งอันนี้มันตอบโจทย์ว่าเนี่ยคือจัน ดาราจริงๆ และเป็นอย่างที่หม่อมคิดไว้
..............................................................


+ ซึ่งฉากที่เห็นความร้ายกาจของจัน ดารามากที่สุดฉากหนึ่งก็คือฉากกลับมาทวงทุกสิ่งคืนจากคุณหลวง ฉากนี้โดดเด่นอย่างไรบ้าง
+ เรียกได้ว่าฉากนี้เหมือนโอ้เล่นคนเดียว คือจริงๆ หญิงก็มีการตอบโต้กับจัน ดารา คือคุณบุญเลื่องกับจัน ดาราตอบโต้กัน แต่ว่าในส่วนของหญิงน้อยมาก และก็เป็นการตอบโต้ในลักษณะของการหยั่งเชิง การเทียบเชิงกันว่ายินยอมในข้อตกลงในแต่ละข้อ และซีนนั้นเป็นซีนที่มาริโอ้หรือจัน ดาราพูดอยู่คนเดียว และบทยาวมาก หญิงจำได้ว่าวันนั้นถ่ายกันเกือบทั้งวันในห้องที่ไม่มีแอร์ แล้วก็แต่ละช็อตต้องรับหน้าทีละคน เพราะว่าทุกคนในเรื่องอยู่หมด รู้สึกได้เลยว่า เหมือนโอ้เล่นอยู่คนเดียวจริงๆ แล้วเขานิ่งมาก แล้วพอเขาตัดออกมา หญิงได้มีโอกาสดูในห้องตัดก่อน ฉากนี้เป็นฉากที่ห้ามพลาด เพราะว่าโอ้ได้แสดงความเป็นนักแสดงจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในทุกการก้าว ในทุกน้ำเสียง ในทุกสายตาที่มอง คือหญิงรู้สึกได้เลยว่ามันมีความเคียดแค้น แล้วพร้อมที่จะไม่ใช่ในลักษณะของคนที่หยิบปืนขึ้นมาแล้วยิงคู่ต่อสู้ มันเหมือนคนที่ค่อยๆ เอามีดกรีดคู่ต่อสู้ตั้งแต่หัวลงมาจนถึงเท้า เอาให้มันเจ็บแต่พูดไม่ได้ เจ็บอยู่ข้างใน แล้วพี่เจี๊ยบ (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) ที่เล่นเป็นคุณหลวงเองที่ไม่ได้พูดเลยทั้งซีน มาพูดตอนจบนิดเดียว คือหญิงต้องยืนข้างๆ พี่เจี๊ยบอยู่แล้ว คือแม้กระทั่งเราไม่เห็นเขาพูดในซีนแม้แต่คำเดียวจนกระทั่งจบซีน เรารู้สึกได้เลยว่าเหมือนมีมีดมากรีดเขา แล้วเขาต้องกลั้นความรู้สึกเจ็บตรงนั้นไว้ เพื่อที่จะไม่ให้ใครเห็นว่าเขาอ่อนแอ คือทั้ง 2 คน ในขณะที่อีกคนพูดทั้งซีนแล้วก็เรารู้สึกได้ถึงความเคียดแค้นของเขา แต่ว่าในน้ำเสียงที่นุ่มและก็นิ่ง กับอีกคนหนึ่งที่ไม่พูดเลย แล้วก็ได้รับแอ็คติ้งจากตัวจัน ดารา ในห้องมันเป็นอะไรที่อบอวลไปด้วยความกดดัน แล้วมันเข้มข้นมากสำหรับฉากนี้ ก็อยากให้ติดตามสำหรับฉากนี้ค่ะ
..............................................................


+ ฉากเลิฟซีนที่หลายคนจับตามอง
+ พูดถึงจัน ดาราแล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของอีโรติก เพราะทั้งหมดเขาใช้เซ็กส์เป็นสื่อในการนำเสนอเรื่องราว บอกถึงความรัก ความใคร่ การแก้แค้น ดังนั้นมันหนีไม่พ้นในเรื่องของเลิฟซีน แต่ว่าอย่างที่หญิงบอกแต่ละเลิฟซีนมันก็มีความสวยงาม ดูให้งามมันก็งาม อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ปฐมบทแล้ว เรื่องนี้สำหรับคุณบุญเลื่องจะได้เห็นมากขึ้นจากภาคที่แล้วที่จะมีแค่ถูน้ำแข็ง ภาคนี้ก็จะมีเลิฟซีนที่อาจจะถูกข่มขืนด้วย แล้วก็มีความสมยอมด้วยในบางซีน

ลิมิตจริงๆ ของหญิงก็คงเป็น Topless เท่าที่คุยกับหม่อมไว้ คือเห็นข้างบน แล้วข้างล่างก็จะมีเซฟมีอะไรบ้าง เพราะว่าจริงๆ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต แล้วก็เป็นอีโรติกเราเองก็ไม่เคยเล่นมาก่อน แล้วก็ถามตัวหญิงเอง หญิงก็รู้สึกตื่นเต้น ที่สำหรับภาคนี้ก็คงจะได้เห็นมากขึ้นในมุมเลิฟซีนหลากหลายของคุณบุญเลื่องที่มีกับหลายๆ คนในเรื่องเลย

แต่สุดท้ายยังไงมันก็คืองาน แล้วก็มาถึงจุดนี้แล้วเราก็อยากให้ออกมาดี และอยากให้ภาพออกมาสวย ซึ่งภาพทั้งหมดหม่อมก็เป็นคนจัดให้ทั้งหมดว่าอยากให้นอนตรงไหนอะไรยังไง ซึ่งที่ได้ดูแล้วก็ยอมรับค่ะว่าแรงที่สุดในชีวิต ก็ยังไม่เคยรับละครหรือภาพยนตร์อะไรที่แรงขนาดนี้ แล้วเราก็คิดว่า ก็คงยังไม่กล้าเล่นกับใครถ้าไม่ใช่หม่อม เพราะรู้สึกว่าหม่อมทำให้เรารู้สึกว่า พอมองแล้วมันไม่ใช่ความโป๊ มันเป็นความสวยงามจริงๆ
..............................................................


+ ฉากที่ประทับใจหรืออยากพูดถึงเป็นพิเศษ
+ จริงๆ สำหรับตัวหญิงเอง ถ้าชอบมากก็จะเป็นฉากจบของคุณบุญเลื่อง คือรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หาได้ยากมากในยุคปัจจุบัน การอภัยอะไรไม่เท่าการอภัยตัวเอง ซึ่งหญิงเห็นและรู้สึกว่า นี่แหละมนุษย์มีแค่นี้เอง คือเคียดแค้นกัน เคียดแค้นคนอื่น ทำร้ายคนอื่น กดขี่ข่มเหงคนอื่น อาฆาตแค้น แก้แค้นคนอื่น สุดท้ายแล้วกว่าที่เราจะคิดได้ เราต้องรอให้มาคิดได้ในวันที่สายเกินไป อย่างตัวจันถ้าเขาคิดได้ตั้งแต่ตอน 25 เวลาอีกประมาณ 30-40 ปี เขาอาจจะเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก ถ้าเขาให้อภัยตัวเองสักนิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของอดีต เรามีโอกาสที่จะสร้างวันพรุ่งนี้ แต่การที่ยึดติดอยู่กับอะไรที่เป็นอดีตแล้วไม่ปล่อยมันออกไปสักที มันคือกรรมที่ไม่มีใครทำให้คุณได้ คุณต้องแก้ด้วยตัวเอง ด้วยการละ การให้อภัย ให้อภัยตัวเอง ให้อภัยคนรอบข้าง ก็คืออโหสิกรรมในพระพุทธศาสนานั่นเอง

พอดูแล้วรู้สึกว่า คุณบุญเลื่องเธอเป็นผู้หญิงที่เข้าใจโลกมากคนหนึ่ง และพร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่น แม้กระทั่งให้โอกาสตัวเอง แล้วทุกคำพูดของคุณบุญเลื่องมันเป็นคำสอน มันมีคำหนึ่งที่หญิงชอบมาก คือ “คนเราจะรักคนอื่นไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้จักรักและเคารพตัวเองเสียก่อน” หญิงรู้สึกว่าจริง ถ้าเราไม่รักตัวเอง ถ้าเราไม่เคารพในสิทธิของตัวเอง เราพร้อมที่จะไปรับไปแชร์ไปเผื่อแผ่ให้ใครได้ที่ไหน บางคนรู้สึกว่าการรักตัวเองคือการเห็นแก่ตัว หญิงมองว่ามันไม่ใช่ มันต่างกัน การเห็นแก่ตัวคือการที่คุณไม่รักตัวเองต่างหาก หลายๆ คำของคุณบุญเลื่อง หญิงรู้สึกว่ามันเป็นคำสอน และรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เจ๋งดี ถ้ามีโอกาสได้เจอกันจริงๆ คงดี
..............................................................


+ เท่าที่ฟังแล้วรู้สึกว่าหญิงมีความผูกพันกับตัวละครนี้ค่อนข้างมากทีเดียว
+ ใช่คะ ก็จริงๆ อาจจะเป็นเพราะตัวหญิงเองคลุกคลีอยู่กับตัวละคร และก็อยู่กับคุณบุญเลื่องมา 4-5 เดือนตลอดระยะเวลาทำงาน บวกกับช่วงเวลาที่เป็นภาคปฐมบท เราได้ซึมซับบางอย่างมาจากคุณบุญเลื่อง ทุกวันนี้เวลาคิด หรือเวลามองใครคือมันเหมือนกับว่าเราติดตัวละคร แล้วยิ่งเราได้มองกลับไปดูเรารู้สึกผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์เหลือเกิน ถ้าคุณบุญเลื่องมีชีวิตจริงๆ เขามีเสน่ห์เหลือเกิน แล้วก็เป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องมองในเรื่องของรูปร่างหรือว่าสมบัติ สมบัติของเธอคือใจกับสมองจริงๆ คือมันยากมากนะกับการที่จะเจอเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิต แล้วสุดท้ายก็พร้อมที่จะเหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่อ่านจบแล้วก็วางไป แล้วก็พร้อมที่จะเดินไปหยิบหนังสือเล่มใหม่มาอ่านต่อ มันยากตรงที่ว่ามันมีคนแบบนี้กี่คนในโลกที่พร้อมที่จะลืมเรื่องที่ไม่ดีของตัวเอง หญิงว่ามันไม่มีหรอก หญิงเองก็เคยเป็นเด็กดื้อเด็กซนในชีวิตที่ผ่านมา แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็นประสบการณ์ในชีวิตแล้วเราพร้อมที่จะก้าวออกมาไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ชีวิตก็จะมีความสุข

คือตัวคุณบุญเลื่องกับจันต่างกัน จันอาจจะมาคิดได้ตอน 80 ในขณะที่คุณบุญเลื่องคิดได้ตอน 40 ถ้าคุณบุญเลื่องมีชีวิตอยู่ เธออาจจะเป็นผู้หญิงที่มีความสุข ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว อาจจะมีลูกหลาน อาจจะรับเลี้ยงใครมาเป็นลูกหลานตัวเอง เธออาจจะเป็นผู้หญิงที่เดินทางรอบโลก เที่ยวรอบโลกอยู่ก็ได้ตอนนี้ ตอนคุณบุญเลื่อง 80 อาจจะนั่งชมต้นไม้อยู่บ้าน นั่งฟังเพลงอยู่บ้าน คงเป็นผู้หญิงที่อาวุโสที่มีความสุขคนหนึ่ง ในขณะที่จัน ดาราต้องอยู่คนเดียว เพราะว่าเขาเลือกที่จะเก็บความทรงจำ ความเคียดแค้น หรือแม้กระทั่งวันที่เขาตัดสินใจได้ว่าเขาจะจบทุกอย่างในชีวิตของเขานะ แต่ว่าเขาก็ยังไม่ลืมมัน เก็บมันไว้ ใช้ชีวิตอย่างนั้นกับมัน เอาอดีตลากไปด้วย คนเราถ้าไม่รู้จักทิ้ง เราก็จะเดินช้าลง มันจะหนักอยู่ตลอดเวลา คือถ้าเราทิ้งได้แล้วตัวเบาๆ เราจะไปไหนก็ได้
..............................................................


+ เสน่ห์ ความน่าสนใจ และคุณค่าของภาพยนตร์ที่ผู้ชมจะได้รับ
+ สำหรับ “จันดารา ปัจฉิมบท” เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่พลาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเนื้อหา นักแสดงที่ภาคที่แล้วเป็นยังไง ภาคนี้คุณจะลืมความสดใสของจัน ดารา ของคุณบุญเลื่องไปเลย จากคุณหลวงเองที่เคยเป็นผู้ชายที่เคียดแค้น มีอำนาจ คุณหลวงจะน่าสงสารที่สุดในภาคนี้ ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้ใครก็ไม่ได้ ทุกอย่างเก็บเอาไว้เพราะรักคนๆ หนึ่ง รักลูกตัวเอง พอที่จะเสียศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อลูกคนเดียว นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนเป็น ศักดิ์ศรีตัวเองไม่ว่า แต่ขอแค่ให้ได้อยู่กับลูก อยู่ใกล้คนที่เรารัก นี่คือคุณหลวงในภาคนี้จะพลิกไปเลยค่ะ คุณบุญเลื่องเองก็พลิก ดังนั้นเนื้อเรื่องในภาคนี้เรียกได้ว่าภาคที่แล้วเป็นยังไง ภาคนี้มันคือขาวกับดำ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ บวกกับเรื่องราวและคำสอนต่างๆ ในเรื่องนี้ที่จะสอน ทั้งในเรื่องของเซ็กส์ที่บางครั้งอาจจะถูกใช้ในทางที่ผิดแล้วนำพามาซึ่งอะไร แล้วก็กรรมและอโหสิกรรม เรื่องนี้จะสอนให้เรารู้ว่า การทำกรรมใน 1 ครั้ง มันเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง มันไม่ใช่ว่าคุณเดินไปหยิกคนนี้คนหนึ่ง แล้วเขาเจ็บแล้วมันจะจบ คือมันไม่ใช่ คุณไปหยิกเขา เขาโมโหคุณ เขาอาจจะไปทำร้ายคนรอบๆ ข้างคุณก็ได้ ถ้าเขาไม่กล้าเดินไปต่อยตรงๆ นั่นคือนิสัยของจัน ดารา เขาทำร้ายทุกคนที่คุณหลวงรัก สุดท้ายแล้วการทำร้ายคนอื่นๆ สุดท้ายมันคือทำร้ายตัวเอง

แล้วก็เลิฟซีนมันต้องมี ก็อยากให้ดูเพื่อเป็นองค์ประกอบสำหรับความเข้าใจของตัวละครว่า แต่ละตัวละครมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบไหน เลิฟซีนสำหรับคุณบุญเลื่องก็จะเยอะขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่มันเยอะขึ้นก็คือ ความเข้มข้นในเนื้อเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวจัน ดารา, ตัวคุณบุญเลื่อง, ตัวคุณหลวง และคนอื่นๆ ทุกครั้งที่เล่นในปัจฉิมบทเราจะรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะเล่นอะไรมันจะซ้อนความรู้สึกเยอะมาก ต่อให้เป็นเคียดแค้น ต่อให้เป็นอารมณ์ดี มันซ้อนความรู้สึกเยอะมาก

ภาคแรกมันเหมือนไบรท์มากสำหรับตัวหญิง ตัวบุญเลื่องขึ้นมาก็เป็นสดใส คิดเป็นสีชมพู สีม่วง แต่ครั้งนี้คิดไม่ได้เลยว่าจะเป็นสีแบบสีเดียว คือจะเป็นเทา เป็นหม่นเป็นครามตลอด สำหรับปัจฉิมบทมันคือสีที่อยู่ตรงกลางระหว่างขาวและดำ คือมันยากมากและก็สนุกมากๆ มันคือชีวิตคนจริงๆ เราจะได้เห็นแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์จริงๆ ว่าถึงเวลาที่มันจนตรอก ถึงเวลาที่เราเอาชนะใครไม่ได้ แล้วเอาชนะด้วยวิธีสกปรก สุดท้ายมันไม่ได้มีอะไรดีในชีวิตเราเลย ก็เลยรู้สึกว่าภาคนี้เป็นอีกภาคที่เรียกได้ว่าเป็นภาคต่อที่ต้องติดตามและต้องดูกันเลยค่ะ
..............................................................


แก้ไขครั้งที่ 1 : 15 ม.ค. 56 20:56
แก้ไขครั้งที่ 2 : 15 ม.ค. 56 20:57


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     18 ม.ค. 56 0:00
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

พลิกบทตำรวจผู้กุมชะตาชีวิตจัน ดารา “เจมส์ เรืองศักดิ์” ร่วมแจมหนังอาจารย์ ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

นานๆ จะมีผลงานแสดงภาพยนตร์ให้แฟนๆ ได้ชมกัน ล่าสุด นักแสดงหนุ่ม “เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์” ก็ให้เกียรติมาเป็นนักแสดงรับเชิญพิเศษในภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่เรื่อง “จันดารา ปัจฉิมบท” ภาคอวสานของชีวิตจัน ดารา ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของอาจารย์ตัวเอง “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล”

โดยหนุ่มเจมส์รับบทเป็น “ร.ต.อ.เรืองยศ” สารวัตรหนุ่มแห่งเมืองพิจิตรผู้สะสางคดีฉุดคร่าและข่มขืน “ดารา พิจิตรวานิช” มารดาของ “จัน ดารา” และเขาเป็นคนเดียวที่ล่วงรู้ว่า บิดาที่แท้จริงของจันคือใคร ซึ่งเขาได้กุมความลับสุดยอดในคดีนี้มานานถึง 17 ปี จนกระทั่งคดีนี้ต้องถูกเผยออกมาเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับจัน ผู้มาขอให้รื้อฟื้นคดีข่มขืนปริศนาในครั้งนั้น ซึ่งก่อให้เกิดความปวดร้าวสะเทือนขวัญอย่างแรงต่อคนทั้งคู่ถึงขนาดที่จันเองทนแทบไม่ไหวและไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ฉากนี้ หม่อมน้อยได้ยกกองไปถ่ายทำในกลางป่าริมแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรี เพื่อความสมจริงและให้ได้ภาพที่สวยงาม

หนุ่มเจมส์ เปิดเผยว่า
“การแสดงในเรื่องนี้ค่อนข้างจะละเอียดในการตีความ คือผมได้มีโอกาสเรียนกับหม่อมน้อย และได้คุยกับหม่อมว่าผมอยากร่วมงานกับหม่อมซักเรื่องหนึ่ง เป็นตัวประกอบก็ยังดี หม่อมก็เลยบรรจงมอบบทร้อยตำรวจเอกเรืองยศให้ ก็เป็นบทตำรวจหนุ่มตงฉิน เป็นคนซื่อสัตย์ในหน้าที่มาก ไม่ชอบสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสังคม เป็นคนที่บูชาความรัก เวลาผิดหวังกับความรักก็เลือกที่จะเจ็บคนเดียว

ผมว่าความยากของการแสดงเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่าเราเล่นกับอาจารย์ คือหม่อมเป็นคนที่ค่อนข้างมีความละเอียดสูงในเรื่องของการแสดง การตีความ ผมออกมาในจอแค่ไม่กี่นาที แต่ใช้เวลาการซ้อมนานเป็นเดือน มีการตีความบท ทำความคุ้นเคยกับนักแสดงรอบข้างทั้งหมด ผมว่าตัวละครตัวนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่ไม่เคยเล่น เป็นบทบาทของคนที่ผิดหวัง เก็บตัวเอง มีแผลเป็นอยู่ในใจ

ผมเพิ่งมีโอกาสได้แสดงกับมาริโอ้ครั้งแรก มันจะเป็นฉากที่จันมาอ้อนวอนเรา เพราะอยากจะรู้ความจริงเรื่องพ่อตัวเอง มันเป็นฉากที่สะเทือนใจมากฉากหนึ่งของเรื่องเลยครับ ซึ่งผมก็ประทับใจการแสดงของมาริโอ้มาก เขาทำให้เรารู้สึกได้ว่าบทหนังที่เราอ่าน พอออกมาเป็นการแสดงมันรู้สึกได้ว่าตัวละครมันมีชีวิตจริงๆ แล้วโอ้ก็แสดงได้ดีมากในมุมมองผม อายุเท่านี้ของมาริโอ้ ผมว่าเขาไปไกลมากแล้ว ผมรู้สึกประทับใจในตัวบทและก็การแสดงของมาริโอ้จริงๆ ครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     18 ม.ค. 56 23:29
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บทสัมภาษณ์ “มาริโอ้ เมาเร่อ” พลิกบทบาทร้ายครั้งแรกสุดเข้มข้น ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”


+ พลิกบทบาทคาแร็คเตอร์จาก “จันดารา ปฐมบท” ไปอย่างไรบ้าง
+ คือจากปฐมบทมาสู่ “จันดารา ปัจฉิมบท” ตัวจันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลยจริงๆ ทั้งบุคลิกภายนอกและความคิดความอ่าน จัน ดาราจะโตขึ้น จะมาในมาดที่เข้มขึ้น ร้ายขึ้น พลิกจากขาวเป็นดำไปเลย จะเป็นช่วงวัยผู้ใหญ่ไปจนแก่ผ่านช่วงเวลาและรับรู้ความจริงต่างๆ มาค่อนข้างเยอะ รวมถึงได้รับการสั่งสอนปลูกฝังความคิดร้ายๆ ความเจ้าคิดเจ้าแค้นจากคุณท้าวยาย ทำให้ทัศนคติของจันเปลี่ยนไปมากเลย พอจันกลับมาจากพิจิตรก็จะเป็นจันอีกคนหนึ่งไปเลย แต่จริงๆ ถามว่าลึกๆ แล้วจันยังเป็นจันอยู่มั้ย ผมว่าจันก็ยังเป็นจันที่อ่อนโยนอยู่ เพียงแต่ว่าจันต้องสวมหน้ากาก และจันก็ต้องทำหน้าที่ที่ผู้ใหญ่สั่งสอนมา เพราะจันค่อนข้างเป็นคนที่เชื่อผู้ใหญ่ทุกอย่าง ผู้ใหญ่บอกอะไรมาก็ไม่กลั่นกรอง และมีความรู้สึกว่าเราต้องทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก ก็เลยทำให้จันต้องทำอะไรหลายๆ อย่างที่คาดไม่ถึงในภาคนี้ คือหนักมากครับสำหรับจันในภาคนี้

................................................................


+ เรื่องราวของ “จันดารา ปัจฉิมบท”
+ สำหรับเรื่องราวในภาคปัจฉิมบทก็จะต่อเนื่องจากภาคปฐมบทนะครับ ถ้าใครได้ดูปฐมบทก็จะเล่าตั้งแต่จัน ดาราขอเปลี่ยนชื่อตัวเองจากจัน วิสนันท์เป็น จัน ดารา คือเอาชื่อแม่มาเป็นนามสกุล หลังจากนั้นจันก็เดินทางไปอยู่ที่พิจิตร ไปช่วยเหลือคุณท้าวยายเรื่องการค้าธุรกิจของตระกูล และได้รับการสั่งสอนฝังหัวจากคุณท้าวยายให้เกลียดคุณหลวงที่ทำทารุณกับจันมาตลอดและคดโกงทรัพย์สมบัติของตระกูลพิจิตรวานิชไป คือทั้งชีวิตตอนเด็กๆ ที่จันถูกคุณหลวงทำร้าย เป็นสิ่งที่จันไม่ควรจะโดน และจริงๆ แล้วจันเป็นเจ้าของบ้านและทรัพย์สมบัติทั้งหมดของคุณหลวงก็เป็นของจัน ของคุณท้าวยาย ของคุณแม่จันต่างหาก

+ และขณะเดียวกันจันก็ได้สืบหาพ่อที่แท้จริงของตัวเองไปด้วยซึ่งก็ได้รับคำตอบที่ไม่คาดฝันมาก่อนเลย ประจวบกับที่บ้านวิสนันท์ที่พระนครก็มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น ทำให้ถึงเวลาที่จันต้องกลับไปล้างแค้นทวงคืนอำนาจและทรัพย์สมบัติทุกอย่างจากคุณหลวงตามคำสั่งเด็ดขาดของคุณท้าวยาย หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์หลายอย่างทั้งในบ้านของจัน ทั้งการเมือง ทั้งสงครามจนนำไปสู่บทสรุปชีวิตของจันในภาคนี้ครับ

................................................................


+ การเปลี่ยนลุคแปลงโฉมในภาคนี้
+ ครับ สำหรับการปรับลุคในภาคปัจฉิมบทนี้ก็ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ขั้นแรกเลยคือจันโตขึ้น เรื่องเสื้อผ้าการแต่งกายก็จะเปลี่ยนไป อย่างภาคแรกลุคของจันจะดูใสๆ ไม่ประสีประสาอะไรเลย ใส่ชุดผ้าบางๆ และกางเกงแพรเหมือนคนทั่วไป แต่ว่าในภาคนี้จันจะไว้หนวด มีมาดที่เข้มขึ้นมาก แต่งตัวภูมิฐานขึ้น ใส่สูทผูกไทให้สมกับตำแหน่งเจ้าของบ้านคนใหม่ และนอกจากคาแร็คเตอร์ที่มีหนวดแล้ว ในภาคนี้ก็จะมีจันตอนแก่ค่อนข้างเยอะครับ ภาคแรกก็จะมีแต่ออกมานิดเดียว แต่ภาคนี้จะมีค่อนข้างเยอะ เพราะเรื่องนี้เล่าผ่านจัน ดาราในยุคปัจจุบันที่อายุ 70-80 แล้ว ก็จะมีการแต่งเมคอัพทั้งแต่งแก่ ผมหงอก และไว้หนวดยันแก่ แต่ก็ยังเป็นคนแก่ที่แต่งตัวดีเสมอต้นเสมอปลายอยู่ครับ

+ สำหรับการเมคอัพ เริ่มตั้งแต่ตอนที่จันไว้หนวด ตอนอายุ 20 กว่า โอ้ก็ต้องติดหนวดตลอด ซึ่งค่อนข้างยากครับเพราะว่าหน้าโอ้เล็ก และต้องหาหนวดที่เข้ากับหน้าโอ้ พี่ฝ่ายแต่งหน้าเขาก็ตัดหนวดจนไม่รู้จะตัดยังไงกว่าจะหาที่เป๊ะๆ ได้ (หัวเราะ) เวลาที่เราเล่นไปเรื่อยๆ หนวดก็จะหลุด พี่เขาก็ต้องคอยดูหนวดตลอด ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน ตอนโอ้ถ่ายก็แยกแยะกลิ่นกาวได้แล้วว่ามีกาวประเภทไหนบ้าง เพราะว่าติดอยู่ทุกวัน และจำได้ว่าตอนที่เล่นเสร็จกลับบ้านถอดหนวดออกแล้วแต่ยังรู้สึกว่ามีหนวดอยู่ ก็จะคอยจับหนวดอยู่ตลอด คือมันชินต้องติดทุกวันช่วงนั้นเลยครับ แต่ตอนแก่นี่หนักที่สุดครับ ตั้งแต่เริ่มฟิตติ้งแล้ว หม่อมเขาจะมีภาพอยู่ในหัวของหม่อม และพี่ๆ เขาก็ช่วยแต่ง แต่งกัน 3-4 แบบครับ มีหลายแบบมาก ใช้เวลาแต่งนานมากครับ เพราะว่าเมคอัพมันอยู่ยาก ด้วยอากาศบ้านเราที่ร้อนมากด้วย เวลาแต่งแก่แล้วห้ามออกไปตรงอากาศร้อนเลย เหงื่อมันออกมาไม่ได้เพราะติดตัวเมคอัพ แต่งยากมากครับ แต่สุดท้ายแล้วก็มาลงตัวที่เวอร์ชั่นที่อยู่ในหนังครับ

................................................................


+ การแสดงบทร้ายครั้งแรกนี้มีความยากง่ายอย่างไร และมีวิธีเข้าถึงบทบาทอย่างไร
+ สำหรับบทร้ายครั้งแรกของโอ้ มันค่อนข้างยากเหมือนกัน เพราะว่ามันละเอียด และก็สิ่งที่จันได้เคยเจอมา จันก็ทำตามผู้ใหญ่ด้วย แต่ใจนึงก็รู้สึกว่า สิ่งที่เขาถูกกระทำมาตั้งแต่ภาคแรกมันไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะเจอ ชีวิตเขาไม่ควรจะเจอแบบนี้ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้สึกว่าทำไมเขาต้องถูกทำร้าย ถูกอะไรหลายๆ อย่าง ถูกทารุณอะไรอย่างนี้ เหมือนทุกอย่างมารวมกัน ทั้ง 2 อย่าง ทั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก ทั้งสิ่งที่อยู่ในใจของจันด้วย ก็เลยทำให้จันต้องทำอะไรต่างๆ ที่ร้ายแรงลงไป และแรงขึ้นๆ เรื่อยๆ จนผลสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จันทำกับคุณหลวงก็แรงกว่าที่คุณหลวงเคยทำกับจันซะอีกครับ

+ สำหรับคาแร็คเตอร์ที่อายุมากขึ้น วิธีการเข้าถึงบทบาทของโอ้จากที่เรียนกับหม่อม ที่เราซ้อมกัน มีการเวิร์คช็อปกันก็จะต้องคิดให้เป็นตัวจัน ดาราในตอนนั้นจริงๆ แต่จริงๆ แล้วโอ้ว่าจันก็ยังไม่ได้เป็นคนที่โตเท่าไหร่นะครับ จันก็แค่ต้องอยู่ในบทบาทของคนที่โตขึ้น แต่จริงๆ จันก็ยังเป็นเด็กอยู่ แต่ว่าจันมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่ถูกฝังหัว อย่างคุณท้าวยายก็ใส่ทุกอย่างมาที่จัน เราต้องแก้แค้น นี่คือสมบัติของเรา ซึ่งวิธีที่โอ้เข้าบทได้ง่ายก็คือคิดถึงสิ่งที่เราต้องทำ ถึงหน้าที่ที่เราต้องทำ ก็ยังไม่ลืมความเป็นจันลึกๆ ถ้าได้ดูในหนังจริงๆ จันก็ไม่อยากทำอะไรหลายๆ อย่างที่ทำลงไป แต่ว่าด้วยภาระหน้าที่และสิ่งที่สัญญากับผู้ใหญ่ก็เลยต้องทำไปอย่างช่วยไม่ได้ สำหรับโอ้รู้สึกว่ารู้สึกเศร้าเหมือนกัน สิ่งที่เขาเจอมาตอนเด็กๆ มันก็หนักมาก ทำให้มันเป็นผลมาจนถึงสิ่งที่เขากระทำตอนนี้ ผมว่าผู้ชมที่ดูมาตั้งแต่ภาคแรก เขาก็ต้องรู้สึกตรงนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าสิ่งที่จันโดนมาก็ใช่ว่าจะเบา และสิ่งที่เขาทำกลับไปมันก็หนักจนถึงหนักกว่าด้วย

+ สำหรับโอ้ถ้าถามว่า ส่วนใหญ่จะรับบทพระเอกและต้องทำดี แต่สำหรับจันดาราเป็นอีกเคสหนึ่งที่จัน ดาราเป็นพระเอกแต่ทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่มันร้ายแรงด้วย สิ่งที่มันแรง สำหรับโอ้ถ้าถามว่ากลัวแฟนคลับรับไม่ได้หรือคนดูรู้สึกยังไงกับตรงนี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่กลัวครับว่าแฟนคลับหรือคนที่มาดูแล้วเขาจะรู้สึกไม่ดี ถ้าเขารู้สึกไม่ดีแสดงว่าเราทำได้ดีแล้ว ก็ทำให้คนได้เห็นว่าสิ่งที่จันเขาทำไม่ดีก็คือไม่ดี ทำให้เขาเห็นไปเลยครับ

................................................................


+ ตัวละครอื่นๆ ที่รายล้อมจัน ดาราก็มีชะตาชีวิตที่พลิกผันไปไม่ต่างกัน
+ สำหรับตัวละครรอบข้างจัน ดาราในภาคปัจฉิมบทนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากมายอย้างคาดเดาไม่ได้เลยครับ อย่างคนที่ใกล้ตัวจันที่สุดก็เริ่มจาก “เคน กระทิงทอง” ก็เป็นเพื่อนซี้ แต่ก่อนเคนเป็นคนเจ้าชู้ เห็นเซ็กส์เป็นเรื่องสนุก แต่ภาคนี้ก็จะเปลี่ยนไป เหมือนได้เจอเนื้อคู่ มีครอบครัว ก็จะเป็นคนที่ไม่เจ้าชู้อะไรอีกแล้ว อีกคนคือ “คุณบุญเลื่อง” อย่างภาคที่แล้วจะเป็นสาวเปรี้ยวทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ แต่ภาคนี้จะค่อนข้างดราม่ามากๆ เพราะเธอจะเป็นคนที่เจอเรื่องร้ายต่างๆ มากระทบตัวแทบจะทุกเรื่องเลย ส่วน “คุณแก้ว” จะเป็นตัวละครที่พลิกผันที่สุดในตัวละครทุกตัว เพราะเจอเรื่องอะไรก็เยอะแต่เป็นคนที่ไม่ปลง ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งทำให้มีผลสรุปค่อนข้างพลิกผันมากๆ สำหรับตัว “น้าวาด” น้าของจัน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ น้าวาดจะรับไม่ได้กับการกระทำของจันที่ทำแต่เรื่องเลวร้ายรุนแรงทำให้น้าวาดรับไม่ไหวจนไม่อยากจะยุ่งกับจันเลย ซึ่งก็ทำให้จันเศร้าใจเช่นกัน อีกตัวละครที่สำคัญมากที่สุดตัวหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือ “คุณหลวง” เหตุการณ์หลายๆ อย่างก็ทำให้ชีวิตของคุณหลวงพลิกผันมากๆ ทั้งเรื่องของสุขภาพที่แทบจะช่วยตัวเองไม่ได้ในภาคนี้ ทั้งการเอาคืนของจันที่สุดโหดร้ายก็คือเหมือนกระจกที่สะท้อนเห็นตัวคุณหลวงที่เคยทำกับเรา พูดง่ายๆ ว่าจันกลับกลายเป็นคุณหลวงที่โหดร้ายยิ่งกว่านั่นเองครับ

................................................................


+ ฉากสุดประทับใจ
+ อย่างที่โอ้เคยบอกไปว่า จริงๆ แล้วโอ้ก็ชอบในทุกๆ ฉากของเรื่องนี้เลยนะครับ เพราะมันเป็นการแสดงที่โอ้ไม่เคยได้เล่นหรือสัมผัสมาก่อนเลย แต่ถ้าให้ยกตัวอย่างฉากประทับใจที่เห็นชัดเจนที่สุดในเรื่องการแสดงแล้วก็คงเป็นฉากที่จัน ดารากลับมาทวงสมบัติคืน เป็นฉากที่ดูแล้วรู้สึกว่าเราเล่นเป็นจัน แต่เราไปสงสารคุณหลวง รู้สึกว่าคุณหลวงน่าสงสาร แต่ใจหนึ่งก็แอบสะใจนิดๆ สำหรับตัวผมเอง เพราะว่าคุณหลวงเคยทำอะไรกับจันไว้หนักมาก เป็นซีนที่ผมชอบ คือทุกตัวละครก็ส่งมาให้เราด้วย ไม่ใช่แค่เราเล่นเองคนเดียว ฉากนั้นใช้เวลาถ่ายเป็นวัน เพราะว่าต้องรับหน้าหลายๆ คนด้วย เป็นซีนที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะว่าเป็นซีนที่ทำให้รู้ว่าจันกลับมาและเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว

+ เป็นซีนใหญ่ไดอะล็อคยาว 8 หน้า แล้วตอนที่โอ้ซ้อมที่บ้านหม่อม โอ้คิดว่ายังไงก็จำไม่ได้ และคิดว่ายังไงก็ต้องเทค แต่ว่าก่อนวันถ่ายวันหนึ่ง โอ้ก็นั่งอ่านบทอย่างเดียวโดยทิ้งความเครียดไป ก็คิดว่าเราจำได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเราต้องเข้าใจตัวละครจริงๆ เข้าใจในสิ่งที่จันเขาทำ เข้าใจคำพูดที่เขาพูดออกมา เพราะทุกคำที่จันพูดออกมามันตั้งใจให้กระทบตัวคุณหลวงอย่างรุนแรง แต่ตอนที่ผมอ่านก็รู้สึกว่าไม่น่าจะจำได้ แต่ว่าพอไปถึงที่กองถ่าย ด้วยบรรยากาศของกองถ่าย ด้วยเพื่อนๆ พี่ๆ นักแสดง พี่เจี๊ยบที่เล่นเป็นคุณหลวง พี่หญิง พี่ตั๊ก หรือว่านิว ทุกคนส่งให้เรา ต่อให้กล้องไม่ได้รับพวกเขา เขาก็ส่งอารมณ์ให้เรา แต่ยิ่งเราหันไปมองเขา เขาก็ยิ่งส่งให้เราอีก ทำให้ไดอะล็อคต่างๆ ที่เราจำไว้ลึกๆ เหมือนเป็นตัวเราอยู่แล้ว มันก็จะออกมาเอง ทำให้ผ่านฉากนั้นไปได้ด้วยดี อาจจะมีพูดผิดไปบ้างนิดนึง แต่หม่อมบอกว่าดีมากที่จำได้ เราก็รู้สึกว่าดีที่ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่ว่าคนที่เขาไม่ได้เล่น ไม่ได้พูด หม่อมบอกว่าคนที่ไม่ได้พูดยากกว่าคนที่พูดอีกในเรื่องการแสดง เราก็เลยคิดว่าเราได้พูดเยอะ แสดงว่าง่าย ก็เลยคิดว่ามันง่าย (หัวเราะ) แต่จริงๆ มันก็ยากครับ แต่เราต้องทำได้ถ้าเราพยายาม สุดท้ายก็ออกมาเป็นฉากที่ผมชอบเลยครับ

................................................................


+ ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์รุนแรงเป็นจัน ดาราที่ไม่เหลือความอ่อนโยนอยู่ในตัวเลย
+ หลายฉากแทบทั้งนั้นเลยครับ อย่างฉากที่ทะเลาะกับคุณแก้วจนตบหน้าคุณแก้ว ก็จำได้ว่าพี่โช นิชิโนะบอกให้ตบจริงเลย บอกว่าให้ตบโดนหน้าไปเลย โอ้ก็บอกว่าไม่ต้องครับ ไม่ต้องตบจริง เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาก็ทุ่มเทมากๆ พี่โชเขาก็ตั้งใจแสดงมากๆ ครับ

+ สำหรับอีกฉากหนึ่งที่โอ้ชอบมากๆ เป็นฉากที่จันทะเลาะกับเคนซึ่งเป็นทั้งเพื่อนซี้ เป็นทั้งพี่น้อง เป็นทุกอย่างเลย จันไม่มีเคนก็ไม่ได้ เป็นคู่ที่ตายแทนกันได้ คือใครทำอะไรจัน เคนก็สู้สุดใจ ฉากนี้เป็นซีนที่ทะเลาะกันหนักมากๆ ซีนนั้นมันมีหลายอารมณ์ จันก็อดนอนด้วย คือผ่านการทำความผิดมาเยอะแยะมากมายซึ่งจันก็นั่งกินเหล้าถึงเช้า จนสิ่งที่จันทำไป ทำอะไรร้ายๆ แรงๆ ไป ทำให้เคนรู้ว่าคนทำก็คือจันนั่นแหละ เคนก็เลยบอกให้คุณจันเลิกทำเถอะ มันไม่ควร พอแล้ว แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว จันก็บอกว่า เราก็ถูกทำร้ายมามากทั้งจิตใจทั้งร่างกาย ซึ่งเคนก็บอกว่ามันน่าจะพอแล้ว ก็เลยทะเลาะกัน ทำให้จันพูดจารุนแรงกับเคนมาก คือด่าเคนเหมือนกับเคนเป็นแค่ลูกคนใช้ มีสิทธิอะไร ซึ่งลึกๆ แล้วจันก็ไม่เคยคิดกับเคนแบบนั้นเลย ก็ทำให้ 2 คนนั้นก็แตกกันไป จันก็เหมือนเสียทุกอย่าง เสียทั้งเพื่อน ทั้งคนสนิท ทั้งเสียใจ ทุกๆ อย่างมันรวมอยู่ในซีนนั้น

................................................................


+ ฉากใหญ่ไฮไลต์ในฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไรบ้าง
+ ครับ สำหรับซีนที่เป็นซีนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีในหนังเรื่องนี้ด้วย เป็นอีกซีนที่โอ้ชอบมากๆ อีกช่วงหนึ่งของหนัง เพราะว่าเล่าถึงประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประเทศไทยด้วย ทางทีมงานของหม่อมก็ทำได้ดีมากๆ ทั้งโปรดักชั่น ทั้งฉาก ทั้งพร็อบ ทั้งรถทหาร ทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาในประเทศไทย ผมชอบมากๆ คือนอกจากเอฟเฟ็คต์ระเบิดตู้มต้ามแล้ว ผมก็ชอบพี่ๆ ที่เป็น Extra ที่เล่นด้วยกันในฉากนั้น ทำให้โอ้รู้สึกว่าแม้จะเห็นพี่ๆ เขานิดเดียว แต่ก็เล่นกันเต็มที่ ผมคิดว่าผมเล่นฉากนั้นได้แบบนี้ เพราะว่าทุกคนส่งให้ ทำให้เราเล่นได้ดีขึ้นเยอะเลย คือทำให้เราอินตรงโมเมนต์นั้นมากขึ้น เพราะพี่ๆ น้องๆ นักแสดงประกอบที่เล่นด้วยกันนี่เอง อย่างมี Extra คนหนึ่งเขาจำได้ว่าเขาต้องโดนระเบิด ก็คือโดนปกติ แต่ว่าตอนที่มันเกิดขึ้นตอนระเบิดลง ทำให้ทุกคนบาดเจ็บกันสาหัสมาก พี่เขาขี่จักรยานมาเขาก็ต้องล้ม ก็มีเอาขาเข้าไปพันกับจักรยาน และเขาบอกว่าแบบนี้ดีมั้ย คือเขาตั้งใจจริงๆ เขาไม่ได้มารับเงินไปเฉยๆ คือเขาตั้งใจเล่นจริงๆ พอหันไปมอง Extra เขาร้องไห้กันจริงๆ เด็กๆ ร้องไห้ คุณยายก็ร้องไห้ มีคุณยายคนหนึ่งผมหันไปน้ำตาผมไหลเลย เพราะว่าหันไปแล้วเห็นภาพลูกฉันๆ หมอๆ แสดงแบบจริงจังมาก คือพี่ๆ เขาอินมาก ทำให้ผมอินหนักเข้าไปอีก เพราะฉากนี้ผมต้องมีฉากดราม่าที่ไม่คาดคิดด้วยครับ

................................................................


+ ฉากเลิฟซีนที่ทุกคนจับตามอง
+ สำหรับฉากเลิฟซีนกับคุณบุญเลื่อง ก็ค่อนข้างมีหลายอารมณ์มากๆ เหมือนกัน คือไม่ใช่แค่มีฉากเลิฟซีน มันมีทั้งหลายอารมณ์ ความต้องการของจัน ซึ่งจันก็มีหลายอารมณ์มากทั้งเรื่องของเซ็กส์ เซ็กส์ที่จันต้องมีกับคุณบุญเลื่องก็คือสลับซับซ้อนมากๆ ทั้งเรื่องการอยากจะแก้แค้นด้วย แต่อีกใจจันก็ไม่อยากทำ ถ้าได้ดูซีนนี้ก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วจันก็ยังคงเป็นเด็กอยู่

+ เป็นฉากเซ็กส์เพื่อการแก้แค้นด้วยใจหนึ่ง และอีกใจหนึ่งก็คือเขาก็รักคุณบุญเลื่องจริงๆ ด้วย เพราะว่าด้วยความที่เขาไม่เคยมีแม่ และรู้สึกถึงสิ่งที่เขาได้จากคุณบุญเลื่องคือความเป็นแม่ เขารู้สึกเหมือนมีไออุ่น มีความรู้สึกความเป็นแม่อยู่ในนั้น เป็นอีกหนึ่งซีนอารมณ์ที่หนักอยู่เหมือนกัน เพราะว่าก่อนที่เขาจะมีเซ็กส์กัน มันเป็นสิ่งที่จันตั้งใจมายั่วคุณบุญเลื่อง ซึ่งซีนนั้นถ่ายหลายครั้งด้วย และอารมณ์ก็ค่อนข้างลึก

+ สำหรับการเล่นกับพี่หญิงในฉากนั้น และการกำกับของหม่อม ตอนแรกที่เล่นกับพี่หญิง เราก็ขอโทษพี่หญิงก่อนทุกครั้ง เพราะว่ามันมีการถึงเนื้อถึงตัวกันด้วย แต่เรารู้ว่าเรามาเพื่อการแสดงและนี่คืองานของเรา ก็มองข้ามจุดนั้นไป หม่อมเขาจะมีการเซฟให้ตลอด เพราะว่าทีมงานทุกคนที่เป็นผู้ชายหรือทีมกล้องก็ต้องออกไปไม่อยู่ในฉากนี้ เป็นสิ่งที่หม่อมเขาคอยดูให้นักแสดงหญิงและทุกคนด้วย

................................................................


+ ฉากคนแก่เล่าเรื่องเป็นอีกหนึ่งสีสันของเรื่องที่ลดความเคร่งเครียดลงไปได้เลย
+ สำหรับฉากที่จันกับเคนตอนแก่คุยกัน สำหรับโอ้ชอบมาก เป็นซีนที่น่ารัก ผมชอบไดอาล็อคของคนแก่ เหมือนคนที่ผ่านโลกมาเยอะ สำหรับโอ้มันเหมือนง่าย เป็นคนแก่ แต่มันไม่ง่าย เราเคยเล่นทำเป็นคนแก่ตอนเด็กๆ แต่พอเป็นหนังของหม่อม มันต้องละเอียดมากๆ ทั้งเรื่องเมคอัพ ทั้งเรื่องอารมณ์การแสดง ทุกๆ อย่างเลย แล้วก็สิ่งที่คนแก่มาเล่าก็คือมันต้องอยู่ในหัวเราหมด เห็นภาพอยู่ในหัว เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านชีวิตของจันมาหมดแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณหม่อมด้วยที่เรียงหนังให้เราเล่น เพราะว่าตอนเรามาเล่นเป็นคนแก่ เราผ่านมาหมดแล้ว ซึ่งคนแก่เราถ่ายกันวันสุดท้าย ซึ่งทำให้เราเห็นภาพและเหตุการณ์ต่างๆ มาหมดแล้ว สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ คือหนังเรื่องนี้มันเป็นการพูดการเล่าเรื่องของคนแก่ 2 คนนี้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาหมดแล้ว ซึ่งถ้าถ่ายตั้งแต่แรกก็คงไม่เห็นภาพ ก็คงต้องเดาไปต่างๆ นานา แต่นี่เราเล่นฉากอื่นๆ มาหมดแล้ว เห็นภาพจริงๆ เราได้เล่นมาจริงๆ ไปแล้ว ซึ่งมันทำให้ง่ายขึ้น ชอบครับ จำได้ตอนที่ไปถ่ายฉากนี้ คนที่ผ่านไปผ่านมาก็นึกว่าเราเป็นคนแก่จริงๆ ก็เรียกลุงๆ ตาๆ แต่ไม่ใช่นะครับ นี่คือโอ้เองครับ

+ สำหรับโอ้ ฉากคนแก่เล่าเรื่องมันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง เพราะว่าตัวจัน ดาราตอนแก่เอง ก็เหมือนคนแก่ที่ยังห่วงสมบัติ คืออยากให้สมบัติกับคนที่เรารัก แต่สิ่งที่ชอบก็คือคนแก่ 2 คนนี้ เราจะได้เห็นความแตกต่างของทั้งจันและเคนจริงๆ ปัจฉิมบทก็คือบทสรุป บทสรุปของจัน ดาราจะเป็นยังไง ก็จะได้เห็นในภาคนี้ เราจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างเพื่อนซี้ 2 คน ทั้งเคนและจันว่าตอนแก่บทสรุปจะเป็นยังไง

................................................................


+ ความรู้สึกแรกหลังจากที่ได้ชม
+ สำหรับโอ้หลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่องจัน ดาราทั้งสองภาคไปแล้ว ความรู้สึกแรกก็คือหายเหนื่อยเลย เพราะเราถ่ายกันมาหนักมาก เป็นหนังที่ยากที่สุดในชีวิตตั้งแต่เคยแสดงมา รู้สึกว่าหลายๆ ซีนที่เราอ่าน ทำการบ้าน ที่เราเวิร์คช็อปกับหม่อม เรารู้สึกว่ายากมาก เราคงเล่นไม่ได้ แต่พอเราไปอยู่ตรงนั้น เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เราสามารถสื่อออกมาให้คนดูเชื่อในตัวของจัน ดารา ตามชีวิตของจัน ดาราไปเรื่อยๆ ทำให้ผมนับถือตัวละครตัวนี้ นับถือจิตใจของเขา หม่อมก็บอกว่าจิตใจของเขาแข็งแกร่งมากๆ ต่อให้เจอเรื่องหนักแค่ไหนก็ไม่ย่อท้อต่อชีวิต ทำให้เรากลับมามองตัวเองว่าขนาดจัน ดาราเจอมาหนักขนาดนี้เขายังสู้ได้ ก็เป็นข้อคิดที่ดีมากๆ ครับ

................................................................


+ เสน่ห์และความน่าสนใจโดยรวม
+ สำหรับความน่าสนใจโดยรวมของ “จันดารา ปัจฉิมบท” นี้ เนื้อหาก็จะเข้มข้นขึ้นกว่าภาคปฐมบทมากๆ เพราะว่าปฐมบทก็คือจะเป็นเหตุมากกว่า เล่าว่าทุกคนเป็นมายังไง เป็นประวัติของแต่ละคน พอมาปัจฉิมบท ก็จะเป็นผลสรุป ผลของแต่ละตัวเป็นยังไง ผ่านเวลามากี่ปีๆ ทุกตัวละครเป็นยังไง จะมีเล่าย้อนกลับไปถึงตอนเด็กด้วย ภาพเก่าๆ ที่ใครยังไม่ได้ดูก็จะมีแฟลชแบ็คให้ดูด้วย ทำให้ภาคนี้เข้มข้นขึ้นเยอะ ทั้งอารมณ์ ทั้งซีนต่างๆ ทั้งเหตุการณ์ ทุกอย่างในตัวละครเรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนไป เหมือนผ่านเวลามาแล้วเป็นยังไง ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยทั้งตัวละครและเหตุการณ์ ซึ่งเป็นบทที่หม่อมปรับเพิ่มขึ้นมาใหม่ด้วย ซึ่งจะทำให้คนดูที่เป็นแฟนตั้งแต่ภาคที่แล้ว ก็ควรจะติดตามภาคนี้ด้วยแน่นอน เพราะโอ้เป็นคนเล่นเองยังรู้สึกว่าภาคนี้มันสนุกขึ้นเยอะครับ ทั้งเรื่องของการแสดง และเรื่องของสิ่งที่ตัวละครต้องเจอต้องผ่านอะไรมา เป็นผลพวงจริงๆ จากภาคที่แล้ว ซึ่งสิ่งที่ได้จากปัจฉิมบทก็คงเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม อย่างที่พระหรือผู้ใหญ่เคยสอนว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ผมว่าเป็นเรื่องจริง ต้องดูได้จากภาคนี้แน่นอน

+ โอ้ก็อยากฝากไว้ให้แฟนหนังจัน ดาราด้วย ใครที่เป็นแฟนหนังหม่อมหรือว่าใครที่เป็นแฟนหนังโอ้นะครับ ก็อย่าลืมติดตาม “จันดารา ปัจฉิมบท” เพราะว่าโอ้รับรองเลยว่าจะเข้มข้นขึ้นทั้งเนื้อหาและการแสดง ฉากใหญ่ต่างๆ ทั้งเลิฟซีนสวยงาม ฉากสงครามอันโหดร้าย ฉากดราม่าที่จะเห็นด้านที่อบอุ่นที่แท้จริงของจัน ความร้ายกาจของจันและคุณหลวงที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าการแก้แค้นทวงคืนอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็ไม่ได้ให้ผลดีกับใครเลย ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้นจริงๆ เป็นหนังที่ดูสนุกแล้วก็มีข้อคิดแฝงอยู่ในนั้นเยอะแยะมากมาย ใครเคยดูภาคที่แล้วต้องดูบทสรุปในภาคนี้เลยครับ ฉากเลิฟซีนที่หลายคนจับตามองนั้นมีแน่นอนครับ มีคนถามว่าแซบหรือเปล่า โอ้ก็บอกได้เลยว่าแซบเวอร์ครับ (หัวเราะ) เลิฟซีนก็เป็นไปตามบทบาทครับ แล้วก็ยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะแยะมากมาย สำหรับโอ้ก็เป็นบทที่ท้าทายตัวโอ้เองมากๆ ก็อยากฝากให้คนดูได้ดู เพราะว่าเป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่งสำหรับอาชีพการแสดงของโอ้เลยครับ

................................................................


+ คุณค่าที่ผู้ชมจะได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้
+ ผมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่ามากมายให้กับผู้ชมคนดู หลายคนก็อาจจะจับจ้องแต่เรื่องอีโรติก แต่ผมว่าเรื่องนั้นมันเป็นเรื่องรอง แต่ว่าคุณค่าหลักสำหรับเรื่องนี้ตอนอ่านบทตั้งแต่แรกๆ เลย ผมว่ามันเป็นหนังธรรมะ และเป็นหนังที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ว่ามนุษย์เรามีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ทำให้เราเห็นถึงความแค้น ความโกรธ การเกลียดกัน การแก้แค้น หรือการสอนเด็กในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือการที่ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับเด็ก มันมีหลายแง่มุมมากครับในเรื่องนี้ที่สามารถสอนคนเราได้ และทำให้เราได้เห็นถึงความรักของเพื่อนด้วย ความรักของน้าหลานซึ่งเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เด็กขาดแม่แล้วจะเป็นยังไง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน มันมีหลากหลายแง่มุมมากครับสำหรับภาพยนตร์เรื่องจัน ดารา ถ้าคนมองดีๆ ดูอย่างละเอียด จะได้อะไรเยอะมากจากภาพยนตร์เรื่องนี้เลยครับ


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     25 ม.ค. 56 7:10
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บทสัมภาษณ์ “นิว-ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต” ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

+ บทบาท-คาแร็คเตอร์ในภาคนี้ปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
+ เคน กระทิงทองในภาคนี้ก็จะโตขึ้น และเปลี่ยนคาแร็คเตอร์จากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย เพราะว่าจากภาคแรกที่ทุกคนเห็นว่าเจ้าชู้ เที่ยวผู้หญิง เล่นเสเพลอะไรไปบ้าง แต่ภาคนี้โตขึ้นตามอายุ และได้ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “มาลัย” (วิว วรรณรท) ที่เรารักอย่างจริงจัง เป็นรักแท้ของเรา ก็ปิดฉากการเป็นคนเจ้าชู้ไปเลย รวมไปถึงการที่โตขึ้นในหน้าที่การงาน ได้ไปทำงานบริษัทของคุณจัน ก็มีความรับผิดชอบมากขึ้น โตขึ้นในบทบาทต่างๆ ความคิดความอ่านทุกอย่างจะดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีการวางแผน ทำงานมากยิ่งขึ้น ตอนแรกความคิดความอ่านอาจจะไม่ค่อยมีเลย แต่ว่าพอมาทำงานจริงๆ ก็ต้องเรียกได้ว่าคุณจันก็สอนให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะมารับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้
.......................................................................................


+ เรื่องราวในภาคนี้เป็นอย่างไร
+ ภาคนี้ก็จะต่อจากภาคที่แล้วที่คุณจันกับเคนนั่งรถไฟไปพิจิตร พอภาคนี้ก็จะเปิดเรื่องด้วยคนแก่ 2 คนนั่งคุยกัน จะมีเคนเป็นคนแก่ด้วยในภาคนี้ แล้วก็มานั่งเล่าถึงชีวิตย้อนกลับไปหลังจากที่ไปอยู่ที่พิจิตรแล้ว เราก็จะไปอยู่กับคุณท้าวยายที่พิจิตร แล้วคุณท้าวยายก็จะมอบหมายให้คุณจันเรียนรู้เกี่ยวกับกิจการต่างๆ ที่พิจิตร เพราะว่าคุณท้าวยายก็แก่มากแล้ว คุณจันก็ต้องมาเรียนรู้ ทำให้ผมซึ่งเป็นผู้ติดตามก็ได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วก็ได้ไปช่วยคุณจันตามหาพ่อ ก็คือคุณจันอยากจะพบพ่อ ก็ไปตามหาตามสถานที่ต่างๆ ตามบุคคลต่างๆ ว่าเคยเห็นเคยรู้จักพ่อของคุณจันไหม อีกด้านหนึ่งก็คือ คุณท้าวยายจะโกรธแค้นและเกลียดคุณหลวงมาก ก็เลยปลูกฝังคุณจันตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า ให้เกลียดคุณหลวง ให้สักวันต้องกลับไปแก้แค้น พอเรื่องดำเนินผ่านไประยะหนึ่ง คุณจันกับเคนก็มีเรื่องให้ต้องกลับไปที่พระนคร ก็คือตรงกับที่คุณท้าวยายคาดหวังไว้ว่าให้กลับไปแก้แค้น เราก็ต้องตามคุณจันกลับไป แต่เราจะคอยบอกให้คุณจันเบาๆ หน่อย ไม่ต้องแก้แค้นอะไรมาก เพราะคุณจันก็ได้ทุกอย่างหมดแล้ว สมบัติอะไรก็แล้วแต่มีทุกอย่างเยอะมากอยู่แล้ว อำนาจก็มีเยอะมากอยู่แล้ว อย่าไปทำร้ายคุณหลวงไปแก้แค้นอะไรกันเลย แต่คุณจันก็ไม่ฟัง เพราะถูกคุณท้าวยายปลูกฝัง แล้วตัวเองก็เกลียดคุณหลวงอยู่แล้ว แต่คุณจันไม่ยอมฟังก็เลยเกิดการทะเลาะกันขั้นรุนแรง ไม่คุยกัน ไม่สนใจกัน แยกกันอยู่เลย ไม่เจอหน้าไม่อะไรกันเลย ก็เป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะร้ายแรงที่สุดในเรื่องนี้เรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นก็มีอีกหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นกับทุกตัวละครทำให้เกิดการพลิกผันของชีวิตอย่างไม่คาดคิดกันเลย
.......................................................................................


+ การแสดงหรือการเข้าถึงบทบาทมีความยากง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง
+ ยังยากเหมือนเดิมครับ ไม่ได้ยากขึ้นหรือว่ายากน้อยลง ยังยากอยู่เหมือนเดิม เพราะว่าคาแร็คเตอร์มันก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เหมือนเรารับอีกบทบาทหนึ่ง เรียกได้ว่าอาจจะเป็นอีกบทบาทหนึ่งแต่ว่าเป็นบทบาทที่มีแบ็คกราวด์เป็นแบบนี้ คือคาแร็คเตอร์ตัวนี้แต่ก่อนเป็นแบบภาคแรกที่เที่ยวที่เสเพลอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าอีกคาแร็คเตอร์นึงของภาคนี้ก็คือ โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น คือสลับกันเลย แต่ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่คนนี้ก็ยังมีแบ็คกราวด์ลักษณะนิสัยพื้นฐานของตัวละครนี้อยู่ ก็เลยต้องมีความเชื่อมโยงจากภาคแรกอยู่ ก็ยังต้องมีการพูดคุยทำการบ้านค่อนข้างเยอะสำหรับบทนี้อยู่เช่นเคย
.......................................................................................


+ ฉากแต่งงานของเคนเป็นอย่างไรบ้าง
+ ฉากแต่งงานเป็นฉากที่อลังการมากๆ เพราะว่าก็เหมือนที่หม่อมเขียนไว้ ก็คือเราเป็นเหมือคนสนิทของคุณจัน ซึ่งตระกูลคุณจันก็คือพิจิตรวานิชก็จะใหญ่มากที่พิจิตร บ้านก็ใหญ่โตมโหฬาร ส่วน “มาลัย” ก็จะเหมือนลูกผู้ใหญบ้านแถวๆ นั้น ก็มีฐานะเหมือนกัน ทำให้งานค่อนข้างจะอลังการ แล้วมันก็เป็นฉากแต่งงานฉากแรกของผมในชีวิตการแสดงด้วย และก็เป็นฉากแต่งงานที่ค่อนข้างจะย้อนยุค มีการสวมมาลัยที่หัว และก็รดน้ำสังข์โดยผู้ใหญ่ และก็มีแขกบ้านแขกเมืองของพิจิตรมาค่อนข้างเยอะ ก็ใหญ่โตตื่นเต้นดีครับ

+ ฉากนี้ก็ต้องแต่งงานกับ “วิว วรรณรท” ที่เล่นเป็น “มาลัย” การร่วมงานกันก็สนุกดีครับ เพราะว่าเรารู้จักกันอยู่แล้ว ทำให้การแสดงในฉากแต่งงานหรือว่าฉากที่เราสะดุดและล้มรับเขา ตอนแรกถ้าเราไม่รู้จักกันอาจจะเคอะเขินกันบ้าง แต่ว่าเราร่วมงานกับเขาในละครมาก็ 3-4 เรื่องได้ก็สนิทกันรู้จักกันอยู่แล้วก็เลย ไม่ค่อยจะเคอะเขินสักเท่าไหร่ แต่นี่เป็นหนังเรื่องแรกของวิว เขาก็จะค่อนข้างมาถามคำแนะนำนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับหนังว่ามันไม่เหมือนและแตกต่างจากละครยังไง ก็จะมีการพูดคุยและซ้อมกันก่อน ทำให้เวลาถ่ายจริงมันง่ายและก็สนุกดีครับ
.......................................................................................


+ ฉากสงครามใหญ่เป็นอีกหนึ่งฉากไฮไลต์ของเรื่อง
+ ฉากสงครามเป็นฉากที่ผมตั้งตารอที่สุดฉากหนึ่งของภาคนี้เลย เพราะว่าเป็นฉากที่ตอนเราไปถ่ายทำทีมงานจะเซ็ตฉากและอุปกรณ์ต่างๆ อลังการมาก มันมีความรู้สึกว่าขณะเล่นอยู่เหมือนเป็นสงครามโลกย่อยๆ เลย เรียกว่าอลังการจริงๆ ก็จะมีการเพิ่มซีจีเข้าไปเกี่ยวกับระเบิดใหญ่ๆ ของเครื่องบิน หรืออะไรต่างๆ นานา ทำให้คนที่ชอบดูหนังแอ็คชั่นอย่างผม อยากเห็นฉากนั้นว่าทำออกมาเสร็จแล้วในจอใหญ่ๆ จะเป็นยังไง เพราะว่าตอนเช็ตฉากตอนแรกก็เซ็ตปกติก่อนที่ระเบิดจะลง เดินคุยกัน มีรถมีทหาร มีชาวบ้านเดินคุยกัน พอมีสัญญาณเตือนภัยเกิดขึ้น มีระเบิดลงมาก็ต้องมาเซ็ตอีกแบบหนึ่ง ก็คือทุกอย่างพังหมดเลย ก็ไฟเผาไหม้หมดทั้งฉาก พื้นไหม้ มีเลือด มีคนนอนตาย มีทหารบาดเจ็บ มีคนบาดเจ็บ ฉากมโหฬารมาก มี Extra ประมาณเป็นร้อยๆ คน และก็เป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดของหนังภาคนี้เลยก็ว่าได้ ตั้งตารอมากๆ อยากจะชมว่าในจอใหญ่จะเป็นยังไง หม่อมรับรองไว้แล้วว่าไม่ผิดหวังครับ

+ ฉากนี้เป็นฉากที่ดราม่าจากความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแล้ว ยังมีดราม่ากับสงครามอีก ก็เป็นการผสมผสานกันระหว่างดราม่ากับแอ็คชั่น และก็ความเศร้า ฉากนี้จะเป็นฉากที่ค่อนข้างเศร้าโศกเสียใจ เพราะมีการสูญเสียกันค่อนข้างเยอะ ก็ต้องเตรียมงานกันนานพอสมควร เพราะว่าก่อนถ่ายต้องมีการซ้อมกันเยอะ ก็อย่างที่บอกคือ Extra ค่อนข้างเยอะ มีเป็นหลายร้อยคน แล้วก็มีการซักซ้อม Extra ซึ่งแบ่งเป็น 3 กรุ๊ปเลย กรุ๊ป A จากฝั่งขวา กรุ๊ป B จากฝั่งซ้าย กรุ๊ป C ตรงกลาง กว่าจะได้ถ่ายจริงๆก็ซ้อมกันหลายครั้งอยู่เหมือนกัน แต่พอถ่ายจริงแล้วก็ทำให้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น เพราะว่าได้ซ้อมกันอย่างดีแล้ว
.......................................................................................


+ การเปลี่ยนแปลงลุคเป็นคนแก่
+ สำหรับการแต่งแก่ เป็นครั้งแรกของผมที่แต่งแก่ ภาคที่แล้วไม่มีเป็นของมาริโอ้คนเดียว ภาคนี้ผมก็มีส่วนร่วมในการเป็นคนแก่ด้วย ก็คือเราจะมานั่งเล่าเรื่องพร้อมกัน ก็คือในภาคแรกที่คุณจันนั่งเล่าคนเดียวเพราะว่าผมยังมาไม่ถึง คุณจันมาก่อนก็เลยมานั่งรอเวลา ระหว่างนั่งรอเวลาคุณจันก็มานั่งเล่าเรื่องในภาคแรกไป พอเปิดเรื่องในภาคที่สองผมมาถึงพอดีก็เลยเดินเข้ามาในฉาก เดินเข้ามาในเรื่องแล้วก็นั่งคุยกับคุณจัน แล้วก็นั่งเล่าย้อนกลับไป ช่วงนั้นเป็นยังไง ช่วงนี้เป็นยังไง

+ และจะมีช่วงหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ มันจะมีมุมมองชีวิตของคุณจันในมุมของเคน ในสายตาของเคนที่มองย้อนกลับไปด้วย ซึ่งผมอยากให้คนที่ไปชมไปดู ให้ลองสังเกตดูว่า ในช่วงเวลาที่คุณจันเล่าย้อนกลับไปถึงชีวิตของตัวเอง กับในช่วงเวลาที่เคนเล่าไปในชีวิตของเคนกับคุณจัน มันมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร ในมุมมองของคุณจันที่เป็นคนคาแร็คเตอร์แบบนี้ กับเคนที่มีคาแร็คเตอร์แบบนี้ เล่าย้อนกลับไปมันเหมือนกันไหม อยากให้ลองติดตามชมกันดู

+ สำหรับตอนแต่งแก่ก็ค่อนข้างจะทรหดทรมานพอสมควร ไม่ได้ถ่ายแค่ครั้งเดียวด้วย มีการถ่ายใหม่ด้วย เพื่อต้องการให้เวลามาอยู่ในจอใหญ่แล้วมันจริงที่สุด เหมือนจริงที่สุด ตอนแรกฟิตติ้งก่อน ก็มีการแต่งแก่ก่อน คือไม่ใช่ฟิตติ้งแค่เสื้อผ้าอย่างเดียว มาฟิตหน้าคนแก่ด้วย 2 ครั้ง และพอตอนไปถ่ายจริง ก็ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงในการแต่งหน้าทำผม และก็มาถ่ายทำกัน ก็ค่อนข้างจะทรหดเพราะว่าเราต้องมาตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาแต่งในตอนเช้ามืด แต่งเสร็จพอดีแสงมาเราจะถ่ายได้เลย เพราะฉากคนแก่ค่อนข้างจะเยอะอยู่เหมือนกัน ใช้เวลาถ่ายค่อนข้างนาน ต้องใช้เวลาทั้งหมดให้คุ้ม แต่พอวันนั้นถ่ายวันแรกเสร็จ ก็มีบางฉากที่หม่อมยังไม่ชอบ หรือว่าเอฟเฟ็คต์ต่างๆ ยังไม่ลงตัว ก็มีการถ่ายเพิ่มขึ้นอีกคิวหนึ่ง โดยมีการเสริมเทคนิคพิเศษต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพราะว่าเทคนิคของอเมริกากับเทคนิคของไทยก็ใช้ด้วยกันได้แค่บางส่วน เพราะอากาศเมืองไทยมันร้อนมากกว่า ทำให้เอฟเฟ็คต์ต่างๆ หรือว่าสิ่งที่นำมาใช้กับการแต่งหน้ามันแพ้อากาศร้อน ก็มีการปรับวิธีให้เข้ากับเมืองไทยมากยิ่งขึ้น ก็คือมีการถ่ายใหม่อีกวันหนึ่ง รู้สึกวันนั้นจะแต่งเกือบๆ 5 ชั่วโมง และก็มีการทำให้เนียนมากที่สุด ก็ค่อนข้างจะนาน แต่พอออกมาแล้วรู้สึกว่าคุ้มและดูโอเคเลย
.......................................................................................


+ เสน่ห์และความน่าสนใจโดยรวม
+ สำหรับ “จันดารา ปัจฉิมบท” ผมบอกได้เลยว่าคาแร็คเตอร์ทุกตัวละครของทุกคนไม่ว่าจะเป็นตัวไอ้เคน คุณจัน คุณบุญเลื่อง คุณท้าวยาย คุณหลวง น้าวาด คุณแก้ว ทุกคนจะมีการพลิกคาแร็คเตอร์จากหน้ามือเป็นหลังมือทุกคนเลย อย่างผมจากหนุ่มวัยรุ่น เสเพล เที่ยวผู้หญิง เจ้าชู้ จะปรับเป็นคนเอาการเอางานมากยิ่งขึ้น แต่งงานมีลูกมีเมีย ชีวิตมั่นคงยิ่งขึ้น คือเปลี่ยนไปเลย ให้เห็นถึงความแตกต่างและการเติบโตของคาแร็คเตอร์ทุกๆ คน จะมีให้เห็นชัดเจนมาก และเรื่องราวต่างๆ ก็จะเป็นวัฏจักรกงเกวียนกำเกวียนของชีวิตคนที่มีการเกิดแก่เจ็บตาย มีการแก้แค้น มีการแย่งชิงอำนาจ มีการเมืองเล็กๆ ภายในบ้าน หรือว่าความรักระหว่างเพื่อนก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามีการทะเลาะกันขั้นรุนแรง ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของคู่นี้ว่าเวลาทะเลาะกันแล้วมันเป็นยังไง หรือว่าเวลาที่จะกลับมาคืนดีกันเป็นยังไง หรือว่าความรักระหว่างเคนที่มีต่อรักแท้ รวมถึงคุณจันที่มีต่อไฮซินธ์ก็ยังมี คือเนื้อเรื่องมันเข้มข้นมาก รวมไปถึงฉากสงครามที่ใหญ่มาก พูดได้เลยว่าครบรสมากทั้งดราม่าสุดๆ เคล้าน้ำตา มีแอ็คชั่น มีฉากเลิฟซีน ความอลังการของฉาก ความสวยงามของภาพ คอเมดี้เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีอยู่ ครบรสมากยิ่งขึ้นกว่าภาคปฐมบท อยากให้ทุกคนลองติดตามชมกันดูว่ามันจะเป็นยังไง
.......................................................................................


+ คุณค่าของภาพยนตร์ที่ผู้ชมจะได้รับ
+ แง่คิดต่างๆ ที่จะได้จากเรื่องนี้ก็จะแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าจุดไหนจะกระทบใจของตัวเอง เราเป็นคนเดียวที่รู้ว่านิสัยใจคอของเราจริงๆ แล้ว ในความลึกตื้นหนาบางของจิตใจเราเป็นคนยังไง เวลาไปชม อะไรที่ไปสะกิดจุดตรงนั้นได้ เราก็จะคิดได้ แต่ที่แน่ๆ หลักสำคัญที่ได้แน่นอน ก็คือการแก้แค้น การบ้าอำนาจ การบ้าเงินทอง อะไรก็แล้วแต่ที่เห็นแก่ตัว มันทำให้ชีวิตของเราหรือว่าใครที่เป็นแบบนั้นแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด และก็ไม่ควรเอามาเป็นแบบอย่าง เราควรใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มันก็จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นแน่นอน อย่าไปยึดตามแบบของบางคาแร็กเตอร์ที่บ้าอำนาจ และพยายามที่จะแก้แค้นอย่างเดียวมันจะทำให้ชีวิตคุณดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ ครับ


แก้ไขครั้งที่ 1 : 25 ม.ค. 56 7:11


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     25 ม.ค. 56 7:13
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

“รัดเกล้า” สุดโหด เจ้าแม่บงการชีวิตจัน ดารา ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

“รัดเกล้า อามระดิษ” Divaแห่งวงการเพลงไทยเจ้าของรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมของชมรมวิจารณ์บันเทิงจากภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ล่าสุด มารับบทเด่นเป็น “คุณท้าวพิจิตรรักษา” ผู้วิกลจริตและโหดร้ายจอมบงการชีวิตจัน ดาราหลานชายให้เปลี่ยนไปจนกลายเป็นชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นโหดเหี้ยมและอาฆาตมาดร้ายในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง “จันดารา ปัจฉิมบท” ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายชีวิตการแสดงของเธอ

รัดเกล้าพูดถึงบทบาทนี้ว่า
“สารภาพตามตรงเลยว่าบทนี้เป็นบทที่ยากมาก ทั้งบทบาทที่ได้รับและการเมคอัพเป็นคนแก่ที่ดูน่ากลัวมากๆ ตัวคุณท้าวจะยึดติดกับการแก้แค้น ทำอะไรก็ล้วนแล้วแต่มีการวางแผนร้ายไว้ล่วงหน้าเสมอ ตัวคุณท้าวเองก็จะมีความสับสนอยู่ในสมองตลอดเวลา คล้ายคนวิกลจริต และก็เป็นคนที่อาฆาตแค้น เมื่อถูกช่วงชิงอำนาจไปก็จะไม่ยอมแพ้ ยังหลงและยึดติดกับในอำนาจนั้น ก็เลยใช้คนรอบข้างเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น โดยเฉพาะกับจัน ดาราที่เป็นหลานชาย คุณท้าวก็จะฝังหัวให้จันเกลียดชังและต้องกลับไปแก้แค้นคุณหลวงแทนตัวเองให้ได้

ถึงบทจะยากยังไงแต่เราก็ต้องคิดถึงเป้าหมายสูงสุดของตัวละครตัวนี้คือ จุดยึดเหนี่ยวของเรา ตัวเราเองพอได้ทำความเข้าใจกับตัวละครตัวนี้แล้วรู้สึกเห็นใจคุณท้าวมากๆและด้วยความที่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องรักษาเกียรติยศและทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลไว้ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเองเลย แต่เราทำเพื่อรักษาและสืบทอดต่อให้ลูกหลานเพื่อให้วงศ์ตระกูลนี้อยู่ได้ ถ้าเรามองตัวคุณท้าวในมุมนี้เราจะเห็นว่าการกระทำของคุณท้าวไม่ผิดเลยเพราะเรารู้ถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของตัวละครตัวนี้

ถ้ามองเบื้องหลังละครแต่ละตัวมองไปถึงภูมิหลัง มองไปถึงกรรมพันธุ์ว่าผู้ให้กำเนิดแต่ละคนคือใคร มองไปถึงสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมาว่าเป็นบ้านแบบไหน พบเจอผู้ใหญ่คนที่เลี้ยงเขามาเป็นแบบไหน หรือแม้แต่สถานการณ์ที่เขาบีบบังคับต้องทำ เราจะพบว่าตัวละครแต่ละตัวแทบจะไม่มีใครผิดเลย ทุกคนทุกเหตุการณ์ที่ทำลงไปเพราะมีเหตุผล เมื่อเราเข้าใจในเหตุผลของเขา เขาก็เป็นมนุษย์ปถุชนทั่วไป และตัวละครก็จะเป็นบทเรียนในสังคมได้เป็นอย่างดี คิดว่าคนดูแล้วจะเข้าใจ ไม่มีใครหรอกจะเลวไปซะทั้งหมด แล้วไม่มีใครหรอกดีไปซะทั้งหมด ถ้าเราดูแล้วเรารู้สึกว่านี่แหละคือบทเรียนของเรา ถ้าเราไม่อยากเป็นแบบนั้นในบั้นปลายชีวิต เราก็ต้องอย่าทำแบบตัวละครตัวนั้น”

ด้าน “มาริโอ้” กล่าวถึงการร่วมงานกับนักแสดงรุ่นพี่ว่า
“โอ้รู้สึกกลัวมากตอนเข้าฉากกับพี่รัดเกล้าครั้งแรก เพราะทั้งการแสดงของพี่เค้าและการแต่งหน้าออกมาน่ากลัวมาก แถมยังถ่ายตอนตีสอง บรรยากาศในฉากนั้นเลยทำให้โอ้ขนบุกตลอดเวลา และเชื่อว่าพี่รัดเกล้าเป็นคุณยายที่วิกลจริตจริง พี่เค้าแสดงได้ยอดเยี่ยมมากเลยครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     29 ม.ค. 56 13:48
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

“โช นิชิโนะ” สุดประทับใจ ฉากพิธีแต่งงานแบบไทยใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

“โช นิชิโนะ” นักแสดงสาวชาวญี่ปุ่นผู้รับบท “คุณแก้ว” ในภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรม “จันดารา ปัจฉิมบท” ออกอาการตื่นเต้นและประทับใจในพิธีแต่งงานแบบไทย ซึ่งเป็นฉากที่คุณแก้วต้องจำใจวิวาห์กับ “จัน ดารา” (มาริโอ้ เมาเร่อ) ชายที่เธอเกลียดแสนเกลียดแต่ก็ต้องจำยอมแต่งด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอมิอาจหลีกเลี่ยงได้

โดยฉากนี้ถือเป็นอีกหนึ่งฉากใหญ่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยได้ระดมทีมนักแสดงนำทั้ง “นิว-ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต”, “รฐา โพธิ์งาม”, “ศักราช ฤกษ์ธำรงค์”, “บงกช คงมาลัย”, “วรรณรท สนธิไชย” รวมทั้งนักแสดงรับเชิญเกียรติยศรุ่นใหญ่อาทิ “เกรียงไกร อุณหะนันทน์” และ “เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์” เข้าฉากกันอย่างคับคั่ง ณ คฤหาสน์ของหลวงสิทธิเทพการที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

นักแสดงสาวชาวอาทิตย์อุทัย ได้เผยความรู้สึกในฉากนี้ว่า
“ดิฉันประทับใจฉากนี้มากๆ เลยค่ะ พิธีแต่งงานแบบไทยเป็นวัฒนธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้พิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีนที่เสด็จพระองค์ชาย (เกรียงไกร อุณหะนันทน์) ทรงรดน้ำสังข์บนศีรษะของคู่บ่าวสาว ทำให้ดิฉันขนลุกไปหมดจนน้ำตาแทบไหล แต่ในบทบาทตอนนี้ ดิฉันต้องเกลียดจัน ดาราและไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา จึงนับว่าเป็นการแสดงที่ยากมาก เพราะต้องเก็บความรู้สึกเกลียดไว้ในใจไม่ให้แขกที่มาในงานได้ล่วงรู้ความรู้สึกภายในของดิฉัน แต่ด้วยการที่นักแสดงทุกคนต่างสมาธิอยู่กับบทบาทในฉากโดยเฉพาะมาริโอ้เจ้าบ่าวของดิฉันซึ่งเก็บความรู้สึกเกลียดในตัวดิฉันไว้เช่นกัน ทำให้ฉากนั้นผ่านไปได้อย่างราบรื่น ดิฉันขอขอบคุณนักแสดงชาวไทยทุกคนที่ช่วยให้ดิฉันแสดงฉากนี้ออกมาได้จนเป็นที่พอใจของผู้กำกับค่ะ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     30 ม.ค. 56 2:25
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บทสัมภาษณ์ “ตั๊ก-บงกช คงมาลัย” ในภาพยนตร์เรื่อง “จันดารา ปัจฉิมบท”

+ คาแร็คเตอร์ในภาคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
+ การดำเนินเรื่องของ “จันดารา ปัจฉิมบท” จะเป็นเรื่องของผลกรรม ภาคแรกจะเป็นเรื่องของเหตุแห่งการกระทำ ภาคปัจฉิมบทจะเป็นเรื่องของผลที่ได้รับจากที่เคยทำมา คาแร็คเตอร์ของน้าวาดในภาคนี้ก็จะอยู่ในช่วงวัยที่เริ่มชรา มีอายุมากขึ้น แต่ก็ยังดูแลบ้านวิสนันท์ ยังดูแลคุณหลวง ยังดูแลจันอยู่เหมือนเดิม แล้วก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหลานที่โตขึ้นเรื่อยๆ เขามักมีพฤติกรรมที่แตกต่างจันตอนเด็กๆ ก็คือเขามีพฤติกรรมที่รุนแรง แล้วก็เป็นคนที่ไม่เหมือนกับจันคนเก่า จนทำให้เรารู้สึกว่าเราเสียใจ มันมีปัญหาเยอะ ก็เลยทำให้น้าวาดเครียดแล้วผิดหวังในตัวจันที่เขาเปลี่ยนไปมาก

.......................................................................................


+ การแสดงเป็นคนมีอายุมากขึ้นเป็นอย่างไร
+ ก็อาจจะเป็นเรื่องของความนิ่ง จริงๆ แล้วเมื่อสมัยตอนที่ยังสาวๆ น้าวาดเองก็มีระเบียบวินัย เพราะผู้หญิงสมัยก่อนถูกฝึกมาให้มีระเบียบวินัยเยอะก็จะนิ่งๆ พอมีอายุมากขึ้นก็จะเหมือนมีคนเกรงเราแล้วก็กลายเป็นคนที่ทุกคนเคารพ ทำให้เราเป็นแม่บ้านที่มีอำนาจ ก็สั่งและจัดการทุกคนได้หมด

+ การเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์ภายนอกก็จะมีผมขาว หน้าก็ไม่ต้องแต่งมาก มีการทำริ้วรอย พอมีอายุขึ้นน้าวาดก็เป็นคนที่ละเอียดอยู่แล้วก็ทำให้เขามองคนได้ทะลุ มองเห็นว่าคุณหลวงเป็นแบบไหนแล้วก็กลัวว่าสิ่งที่ไม่ดีก็จะเกิดขึ้นกับจันดารา เพราะว่าสองคนนี้ที่เขาได้มาเจอกัน เขาไม่ถูกกันอยู่แล้ว แล้วพอจันโตขึ้นจันก็มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเหมือนจะต่อสู้คุณหลวง ทำให้น้าวาดต้องอยู่เป็นคนคอยห้ามคอยปราม แต่พอถึงจุดๆ หนึ่งที่จันเขาไม่ฟัง เขาดูจะโหดร้ายกว่าคุณหลวงตอนหนุ่มๆ ด้วยซ้ำ ทำให้น้าวาดผิดหวังมาก ก็เสียใจ ภาคนี้จะร้องไห้เยอะมาก คือแอบร้องไห้ไม่ให้หลานเห็นก็บ่อยมาก

.......................................................................................



+ เรื่องราวในภาคนี้เป็นอย่างไร
+ ภาคนี้ก็จะต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว หลังจากที่น้าวาดส่งจันไปอยู่ที่พิจิตรได้ซักระยะหนึ่ง ก็มีเรื่องราวร้ายแรงเกิดขึ้นที่บ้านวิสนันท์ จนต้องพึ่งจันให้กลับมาเพื่อมาเคลียร์ปัญหา ซึ่งคุณท้าวยายก็จะมีพันธสัญญากับจันอยู่แล้ว ก็ได้ทำให้จันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตอนอยู่กับน้าวาดจันจะเป็นเด็กที่เรียบร้อย อ่อนไหว เป็นคนจิตใจดี แต่ตอนที่ไปอยู่พิจิตรแล้วกลับมาที่วิสนันท์อีกครั้ง เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนคุณท้าวยายคอยฝังหัวจันในเรื่องไม่ดีต่างๆ นานา เมื่อจันได้กลับมายึดอำนาจคืนจากคุณหลวง เขาก็ได้ทำเรื่องร้ายแรงมาก จนเราผู้เป็นน้าเห็นแล้วรู้สึกว่าหลานเราคงไม่ใช่จันดาราคนเดิมแล้ว ก็เลยคิดตัดสินใจว่าเราเลี้ยงเขาได้แต่ตัวแต่เราเลี้ยงหัวใจเขาไม่ได้ เราก็ตัดสินใจออกจากบ้านวิสนันท์ไปอยู่ที่พิจิตร เพราะอยู่ไปเขาก็ไม่ฟังเรา และเมื่อเวลาผ่านไปพอเราไม่อยู่ที่นั่น กลับกลายเป็นว่าบ้านหลังนั้นมีเรื่องที่เลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เรื่องราวในภาคนี้จะพลิกผันตัวละครทุกตัวจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย

.......................................................................................



+ ฉากประทับใจที่อยากพูดถึงเป็นพิเศษ
+ จริงๆ มันสำคัญเท่ากันหมดทุกฉาก และตั๊กเองประทับใจในการแสดงเรื่องนี้ทุกฉากเลยค่ะ อยากให้คนดูไปดูกันเองดีกว่า เพราะว่าสิ่งที่ทุกๆ คนจะได้ชมมันเป็นเรื่องของความเซอร์ไพรส์ แล้วก็เป็นเรื่องของความตระการตาอยากให้เข้าไปดูเอง

+ แต่มีฉากใหญ่ฉากหนึ่งที่อยู่กันพร้อมหน้าเลยคือฉากที่จันกลับมาทวงสมบัติและอำนาจคืนจากคุณหลวงตั้งแต่วันแรกที่กลับมา ฉากนั้นเป็นฉากที่ดุเดือดมาก ทุกคนเครียดมาก ถ่ายกันตั้งแต่เช้าถึงเย็นก็ยังถ่ายฉากนั้นอยู่ เพราะว่าฉากนั้นเป็นเรื่องของความต่อเนื่อง คือเป็นฉากคำพูดที่ต่อเนื่องทุกอารมณ์ทุกคำ ก็เลยต้องทำให้ต้องถ่ายทำกันนาน คือจันก็กลับมาทวงบัลลังก์อำนาจคืน เขามีเรื่องที่ต้องพูดเยอะมาก แล้วโอ้ก็จำบทได้ดีมาก คือโอ้เป็นคนที่ทำการบ้านมาอย่างดี เหมือนบางทีที่เขาไม่ว่างมาซ้อมบ้าง แต่เขาก็ไม่ละทิ้งการทำการบ้านในเรื่องของบท เขาจำบทได้ยาวมาก แล้วเห็นเค้าเล่นก็เป็นจันที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ตั๊กคิดว่าคนดูต้องแปลกใจแน่ๆ ส่วนตัวน้าวาดในฉากนี้จะเล่นด้วยสายตาตลอดไม่ได้พูดอะไรมาก จริงๆ ก็ตั้งแต่ภาคแรกแล้ว เพราะว่าเป็นกุลสตรีแบบเก็บ มีอะไรเก็บหมด เก็บกดมาก เงียบมาก เขาจะแสดงแต่อารมณ์ที่ตา ร้องไห้ก็จะร้องที่ตา ดีใจก็จะยิ้มออกตา เป็นตัวละครที่แสดงยากมากจริงๆ ค่ะ

.......................................................................................



+ บทสรุปที่เข้มข้นขึ้นเป็นทวีคูณในภาคปัจฉิมบท
+ ในภาคปัจฉิมบทก็จะเป็นเรื่องของบทสรุปต่างๆ ที่ทุกคนคิดว่าทำไมๆๆ ที่ดูไว้ แล้วก็ทำไมถึงเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ในภาคปฐมบท ก็ไปดูได้ในภาคปัจฉิมบทนี้จะมีคำตอบให้หมดเลย เพราะว่าทุกอย่างทุกกระทำที่เริ่มต้นในภาคแรกมีผลกับภาคที่สองอย่างมาก เพราะหม่อมเขาจะเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ก็จะเห็นวิธีคิดของหม่อมที่เขาคิด คือเราจะเห็นว่าเขาคิดต่างจากผู้กำกับคนอื่น เพราะว่าหม่อมเขาจะคิดว่าสิ่งสำคัญของบ้านวิสนันท์ที่เกิดขึ้นก็เพราะความโลภ ทำให้ทุกคนต้องกลายเป็นความทุกข์ แล้วหม่อมจะตีความความโลภก็คือสมบัติที่ทุกคนเฝ้ากันเพื่ออยากจะดูแล สุดท้ายแล้วมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นสิ่งที่โกหกหมดเลย เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของกรรม การทำกรรมร่วมกันก็จะได้ผลอย่างนี้ ทำให้ตั๊กมองเห็นว่าหม่อมเขากระโดดข้ามสิ่งที่เขาจะเผยแพร่ในเรื่องของธรรมะกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้ในแบบที่เป็นภาพยนตร์ แล้วพวกเราก็จะเห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่อยากให้พลาดชมกันค่ะ มาดูกันเยอะๆ ขอบคุณมากๆ ค่ะ ที่ทุกคนได้ชมภาคแรกกัน แล้วทุกคนก็จะได้รู้ทุกคำตอบกับสิ่งที่คุณได้ดูไปในภาคสองนี้ ตั๊กเชื่อว่าทุกคนต้องอยากดูภาคสองค่ะ


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     30 ม.ค. 56 2:29
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

เกลียดชัง / เคียดแค้น / ตัณหา
ทุกอย่างกำลังจะหวนกลับมาสู่บทสรุปที่มิอาจคาดเดา
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล เสนอบทสรุปแห่งภาพยนตร์สังวาสนาฏกรรมอันลือเลื่อง โดยหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล พร้อมนักแสดงแถวหน้าของประเทศกว่า 10 ชีวิต การกลับมาอีกครั้งของ “มาริโอ้ เมาเร่อ” กับบทบาทเข้มขันท้าทายที่สุดในชีวิต จันดารา ปัจฉิมบท 7 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     30 ม.ค. 56 2:31
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

“ในบ้านวิสนันท์”

ลมหายใจสุดท้ายของ “ดารา” ภรรยาที่รักหมดไปในวินาทีที่ “จัน” ลืมตาดูโลก คุณหลวงวิสนันท์เดชาจึงตั้งชื่อเด็กชายคนนี้ว่า “ไอ้จัญไร” พร้อมเลี้ยงดูด้วยความเคียดแค้น และเฉดหัว “จัน” ออกจากบ้านในวันที่ “จัน” รู้ความจริงบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังความเกลียดชัง

วันนี้ “จัน” ต้องหวนกลับคืนบ้านวิสนันท์อีกครั้ง เขากลับมาพร้อมความโกรธเกลียดที่รอวันทวงคืนทุกอย่างแบบสาสมยิ่งกว่า... ไม่ว่าจะเป็นคุณหลวงฯ หรือทุกๆคนที่เคยทำกับเขาไว้


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     1 ก.พ. 56 20:33
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

แรง!!! ท้าทายทุกสายตา “ณัฏฐ์ เทพฯ” เล่นรักสุดเร่าร้อน “โช นิชิโนะ” ใน “จันดารา ปัจฉิมบท”

ถูกกล่าวขานกันอย่างอื้ออึงทันทีที่ตัวอย่างภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ “จันดารา ปัจฉิมบท” เผยแพร่หลายฉากเลิฟซีนสุดเร่าร้อนสะกดทุกสายตา รวมถึงฉากเลิฟซีนของ “ณัฎฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” ที่เล่นบทรักร้อนแรงเป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดงคู่กับ “โช นิชิโนะ” ดาราสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฉากรักที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฎกรรมอันยิ่งใหญ่เรื่องนี้

“หม่อมน้อย” ผู้กำกับของเรื่องกล่าวว่า
“บทของขจร ซึ่งณัฏฐ์ เทพหัสดินฯ รับบทนั้นเป็นบทที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณแก้ว (โช นิชิโนะ) นั้นเป็นความรักที่ดื่มด่ำและลึกซึ้ง แต่แล้วก็เกิดเหตุพลิกผันครั้งยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้ชมจะคาดเดาได้ ดังนั้นฉากรักของตัวละครคู่นี้จึงต้องออกมาในอารมณ์ที่ร้อนแรงแต่งดงามเป็นศิลปะ ซึ่งทั้งคู่ก็สามารถถ่ายทอดได้อย่างสมบทบาทยิ่งนัก”

ด้านนักแสดงหนุ่ม “ณัฏฐ์ เทพฯ” เผยถึงฉากเลิฟซีนร้อนแรงนี้ว่า
“ฉากเลิฟซีนนี้จะไม่มีการซ้อมเพราะว่ามันค่อนข้างถึงเนื้อถึงตัว และเป็นอะไรที่สดพอสมควร เพราะฉะนั้นหม่อมเขาจะปล่อยให้นักแสดงเล่นกันเอง แต่ว่าจะมีการอธิบายอารมณ์ว่าประมาณนี้นะ มันคือความรักก็จริงอยู่ แต่มนุษย์ไม่ได้มีความรักอย่างเดียว มันยังมีความหลงมีตัณหาปะปนอยู่ด้วย มนุษย์ทุกคนมีความต้องการในเรื่องนี้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ

ตอนแรกก็ค่อนข้างกลัว ก็จะมีเกร็งๆ แต่คุณโชเขามีความเป็นนักแสดงสูง และมีความเป็นมืออาชีพมากๆ ก็เล่นออกมาเต็มที่ทั้งคู่ คือเราก็ไม่อยากให้เทคบ่อย เพราะว่าเราก็เกรงใจเขา มันเป็นอะไรที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวสำหรับผู้หญิง สำหรับเราอาจจะไม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราต้องขอโทษเขาไว้ก่อน ถ้ามีอะไรผิดพลาดไปทำให้รู้สึกไม่ดี เราไม่ได้ฉวยโอกาสจากการเล่นบทแบบนี้ ก็คือให้เขาได้รับรู้ว่าเราให้เกียรติเขาในฐานะนักแสดง และนี่คือการทำงาน และทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยที่เทคเดียวแล้วก็มี Insert บ้างนิดหน่อย

ช่วงเวลาที่เราทำงาน เราจะโฟกัสกับอารมณ์ของตัวละคร ก็มีการรับส่งอารมณ์กันไปมา แต่หลังจากที่คัทปุ๊บ เรามาดูที่ตัวเองเล่นแล้ว อารมณ์เหล่านั้นมันหายไป เราก็อาย เราทำขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) ก็แอบเขินนิดๆ ไม่กล้าดูกับคุณโช แต่เขาก็มืออาชีพมากๆ หลังจากที่ถ่ายเสร็จก็ไม่มีการเคอะเขิน ผมมองว่าเป็นฉากที่สวยงาม คือบางคนอาจจะมองว่าแรงไปหรือเปล่า แต่สำหรับผมมันคือความรักของคุณขจรที่มีให้กับคุณแก้ว ถ้าคุณดูฉากนี้แล้ว คงจะได้รับรู้ถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นในฉากเดียว ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันมีความหลากหลายของอารมณ์ตัวละครมาก ถ้าสังเกตดีๆ จะมีอารมณ์ทั้งรักผู้หญิงคนนี้จัง และก็มีความเป็นสัตว์ป่า มีความเป็นมนุษย์จริงๆ ที่มีความรักและตัณหา คุณจะรับได้ถึงตรงนี้จริงๆ ครับ”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     5 ก.พ. 56 21:32
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

จันดารา ปัจฉิมบทให้คุณลุ้นควงแขนเที่ยวกับเคน กระทิงทอง ถึง ภูเก็ต กับ Air Asia และ จันทร์ดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา เพียงชมภาพยนตร์ ทุก 2 ที่นั่ง ที่โรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

บทสรุปของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปีที่หลายคนรอคอย “จันดารา ปัจฉิมบท” มอบโชคใหญ่ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปพักผ่อนแบบสุดหรูกับ นิว ชัยพล ผู้รับบท เคน กระทิงทอง หนึ่งในบทนำของภาพยนตร์เรื่องนี้

บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมกับ โรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มอบโชคใหญ่ ให้คุณได้ร่วมเหินฟ้าสู่ ภูเก็ต ดินแดนสุดพิเศษแห่งการพักผ่อน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สายการบิน แอร์เอเชีย และ จันทร์ดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ในการสนับสนุนการเดินทางและที่พัก สำหรับผู้โชคดี ที่ชมภาพยนตร์เรื่อง จันดารา ปัจฉิมบท ทุก 2 ที่นั่ง ที่โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์, อีจีวี, พารากอนซีนีเพล็กซ์, เอสพลานาดซีนีเพล็กซ์, พาราไดซ์ ซีนีเพล็กซ์ และ เม๊กกะซีนีเพล็กซ์ แล้วรับคูปองส่งชิงรางวัล ลุ้นบินสู่ภูเก็ตกับ Air Asia และพักหรู 3 วัน 2 คืน ณ จันทร์ดารา รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต พร้อมร่วมกิจกรรมกับหนุ่มหล่อ- นิว ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ท รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล มูลค่ากว่า 600,000 บาท

โดยทุกท่านสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมนี้ได้ตั้งแต่ 7-25 กุมภาพันธ์ 2556 นี้ และประกาศผลผู้โชคดีในวันที่ 8 มีนาคม 2556 ทาง http://www.majorcineplex.com และทางโทรศัพท์


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     6 ก.พ. 56 22:55
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ปิดฉากมหากาพย์โศกนาฏกรรม “จันดารา ปัจฉิมบท” เปิดรอบปฐมทัศน์สุดยิ่งใหญ่ “หว่องกาไว” มอบดอกไม้แสดงความยินดี

สู่บทสรุปส่งท้ายภาคอวสานอย่างอลังการสมเกียรติภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี “จันดารา ปัจฉิมบท” ที่เปิดรอบปฐมทัศน์สุดยิ่งใหญ่ไปแล้วเมื่อค่ำวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของบรรดากองทัพสื่อมวลชน, คนบันเทิง และแขกรับเชิญผู้ทรงเกียรติหลากหลายแขนงที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

เปิดงานด้วยการเดินพรมแดงของเหล่านักแสดง นักร้อง คนบันเทิงที่มาร่วมให้กำลังใจและร่วมชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ชาย-ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ, วิกกี้-สุนิสา เจทท์, อ้อม พิยดาและศรา จุฑารัตนกุล, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล, ซอนย่า คูลลิ่ง, วิน โปลโดมินิก วัชรสินธุ์, นุสบาและพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, แบงค์-อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม (Black Vanilla), กิ๊บซี่-วนิดา เติมธนาภรณ์, บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, ติ๊งโน้ต-ฐิติพงศ์ วโรกร, แพม-ลลิตา ตะเวทิกุล, คิว วงฟลัวร์-สุวีระ บุญรอดและทีมนักแสดงละครเวทีมิสไซง่อน, รอน AF5-ภัทรภณ โตอุ่น, มิ้นท์ AF3-มิณฑิตา วัฒนกุล, มัดหมี่-พิมดาว พานิชสมัย, นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี, อรุโณชา ภาณุพันธ์, เบนซ์-พรชิตา ณ สงขลา, มิค-บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ, ไดอาน่า จงจินตนาการ, อรนภา กฤษฎี, ถกลเกียรติ วีรวรรณ, สน-ยุกต์ ส่งไพศาล รวมถึง ทีม The Star – เมย์, สิงโต, แกรนด์, กัน, โตโน่, ตูมตาม, ซิลวี่, กวาง, แอมป์, ฮั่น, แคน, ฮัท, เฟรม, สต๊อป ฯลฯ

ต่อด้วยการเปิดตัวสุดยอดทีมนักแสดงนำและรับเชิญของภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรมเรื่องนี้คือ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ (ร้อยตำรวจเอกเรืองยศ) พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ (ร้อยตำรวจเอกดนัย), ภัทรนันท์ รวมชัย (สายสร้อย), ดิว เดอะสตาร์ อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์, กานต์พิสชา เกตุมณี (บุหงา), รัดเกล้า อามระดิษ (คุณท้าวพิจิตรรักษา), ปิยะ เศวตพิกุล (ส้มจุก), สาวิกา ไชยเดช (ดารา-ไฮซินธ์), ทวีศักดิ์ ธนานันท์ (จอม), เกรียงไกร อุณหนันทน์ (เสด็จพระองค์ชาย), เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์ (ภรรยา), โช นิชิโนะ (คุณแก้ว), ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (คุณขจร), นัท มีเรีย (ผู้ให้เสียงคุณแก้ว), ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ (คุณหลวงวิสนันท์เดชา), รฐา โพธิ์งาม (คุณบุญเลื่อง), โดม-ปกรณ์ ลัม, ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต (เคน กระทิงทอง), วรรณรท สนธิไชย (มาลัย) และ มาริโอ้ เมาเร่อ (จัน ดารา) พร้อมด้วยผู้กำกับชั้นครู หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

จากนั้นจึงเชิญ “เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ” ประธานบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมทีมผู้บริหารและทีมงานภาพยนตร์ขึ้นมาร่วมเปิดแชมเปญเฉลิมฉลองให้แก่ภาพยนตร์เรื่องนี้

ก่อนที่จะเชิญแขกรับเชิญคนพิเศษ “อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร” และ “หนุ่ม-สุวินิต ปัญจมะวัต” ผู้กำกับและผู้รับบท “จัน ดารา” เวอร์ชั่น 2544 ขึ้นมามอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี

และปิดท้ายด้วยเซอร์ไพรส์พิเศษสุดจาก “คุณไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์” Senior Vice President ของกันตนา ซาวด์ แล็บ ตัวแทนของผู้กำกับระดับโลก “หว่องกาไว” ที่ฝากกระเช้าดอกไม้มาแสดงความยินดีให้กับภาพยนตร์ ซึ่งถือเป็นการแสดงมิตรภาพและสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้กำกับระดับนานาชาติต่อผู้กำกับและวงการภาพยนตร์ไทยอย่างสุดประทับใจ


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     15 ก.พ. 56 21:00
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

“สหมงคลฟิล์ม” นำ “จันดารา ปฐมบท” กวาด 3 รางวัลใหญ่ท็อปอวอร์ดส 2012

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ เมื่อ บริษัท สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากงานประกาศผลรางวัล Top Awards 2012 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ณ. หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรม โดยนิตยสารทีวีพูลจัดงานประกาศผลรางวัลเพื่อมอบให้กับคนในวงการบันเทิงในสาขาต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ ละคร เพลง รายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการตัดสินโดยผลโหวตจากประชาชน และผู้อ่านนิตยสารทีวีพูล

ทั้งนี้ภาพยนตร์เรื่อง จันดารา ปฐมบท ของบริษัท สหมงคลฟิล์มฯ สามารถคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัล ได้แก่ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล กับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ,หญิง รฐา โพธิ์งาม รางวัลนักแสดงดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม และภาพยนตร์เรื่อง จันดารา ปฐมบท ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ด้วย โดยหม่อมน้อยผู้กำกับภาพยนตร์ได้ถึงความรู้สึกว่า “รู้สึกดีใจมากที่นิตยสารทีวีพูลได้มองเห็นถึงความตั้งใจของทีมงานและนักแสดงทุกคน ขอขอบคุณบริษัท สหมงคลฟิล์ม และประชาชนทุกคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง จันดารา ปฐมบทนี้”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     15 ก.พ. 56 21:07
 
 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ปิดถนนราชดำเนินนอกถ่าย “จันดารา ปัจฉิมบท” “มาริโอ้-นิว ชัยพล” เล่นบทชราวัย 80 “โดม-ปกรณ์ ลัม” เซอร์ไพรส์รับเชิญเกียรติยศ

เพื่อความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรม “จันดารา ปัจฉิมบท” ซึ่งเป็นภาคอวสานแห่งชีวิตของจัน ดารา “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ผู้กำกับชั้นครูได้ปิดถนนราชดำเนินนอกเพื่อถ่ายฉากเปิดและอวสานของเรื่องซึ่ง “จัน ดารา” วัยชรา (มาริโอ้ เมาเร่อ) นั่งคอยเพื่อนรัก “เคน กระทิงทอง” (นิว-ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต) เพื่อระลึกถึงความหลังครั้งยังเป็นหนุ่ม โดยมี “อ.มนตรี วัดละเอียด” ผู้เชี่ยวชาญการแต่งหน้าเอฟเฟ็คต์แปลงโฉมมาริโอ้และนิวให้เป็นชายชราวัย 80 ได้อย่างแนบเนียนและสมจริงโดยใช้เทคนิคการแต่งหน้าแบบที่ใช้ในฮอลลีวู้ด โดยใช้เวลาในการแต่งหน้านานถึงคนละ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

หม่อมน้อยได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังฉากนี้ว่า
“ทั้งมาริโอ้และนิวต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อแต่งหน้าเข้าฉากนี้ ซึ่งต้องเริ่มถ่ายทำกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น และยังต้องแสดงเป็นคนแก่วัย 80 อยู่ที่เกาะกลางถนนท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุสลับกับฝนตกเป็นระยะ และเมคอัพที่ใช้นั้นเหมาะแก่เมืองหนาวทำให้มีปัญหาการละลายของกาวแต่งหน้า ทำให้ทางกองถ่ายต้องสั่งท่อแอร์คอนดิชั่นมาเป่าที่ตัวมาริโอ้และนิวตลอดเวลา ผมรู้สึกประทับใจในตัวทั้งคู่มากที่อดทนในปัญหาที่เกิดขึ้น และแสดงออกมาได้อย่างน่ารักและเบาสมอง อีกทั้งยังซาบซึ้งประทับใจในมิตรภาพของเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกันแม้ในบั้นปลายของชีวิต และที่พิเศษในฉากนี้ก็คือเรายังได้รับเกียรติจากซูเปอร์สตาร์ ‘โดม-ปกรณ์ ลัม' มาเป็นดารารับเชิญเกียรติยศในฉากอวสานของเรื่อง ทำให้ฉากอวสานของเรื่องนี้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบเป็นที่สุดสมเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี”


 
 
 

 
 AD Hunter   ©     21 ก.พ. 56 9:47
 
 

จันดารา ปัจฉิมบท

“หม่อมน้อย” ปลื้มกระแสตอบรับ “จันดารา ปัจฉิมบท” ดีเกินคาด

หลังจากภาพยนตร์มหากาพย์โศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่ “จันดารา ปัจฉิมบท” เข้าฉายได้เพียง 2 สัปดาห์ กระแสตอบรับจากผู้ชมทั้งรายได้และเสียงชื่นชมก็หลั่งไหลเข้ามาเกินความคาดหมาย “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ผู้กำกับฯ ของเรื่องได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า

“กระแสความประทับใจและชื่นชมในฝีมือการแสดงของทีมนักแสดงทุกคนในเรื่องนี้มีมาอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาริโอ้ เมาเร่อที่พลิกบทบาทจนโดดเด่น สามารถถ่ายทอดชีวิตจัน ดาราได้อย่างลึกซึ้งกินใจ รวมทั้งนิว ชัยพลในบทเคน กระทิงทองที่ยังทรงเสน่ห์ตรึงใจผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในฉากที่จัน ดาราเอาปิ่นโตมาง้อเคนด้วยความสำนึกผิด เป็นฉากที่ประทับใจผู้ชมจนน้ำตาซึมในมิตรภาพของความเป็นเพื่อนแท้ จนถึงฉากจบของภาพยนตร์ที่ทั้งคู่ต้องรับบทชายชราวัย 80 แต่ไม่เคยทอดทิ้งซึ่งกันและกัน ส่วนการแสดงของศักราช ฤกษ์ธำรงค์, หญิง รฐา, ตั๊ก บงกช, รัดเกล้า และ ณัฏฐ์ เทพหัสดินฯ ก็ได้รับคำวิจารณ์ว่ายอดเยี่ยมจากทั้งผู้ชม และนักวิจารณ์”

สำหรับรายได้ของ “จันดารา ปัจฉิมบท” นับเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงที่สุดในโปรแกรมตรุษจีนที่ผ่านมา และทะลุเป้าเกินรายได้ของภาคปฐมบทกับการเข้าฉายเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น


 
 
 


 
แผลเก่า
 
 
แผลเก่า
View : 17225
DownLoad : 145
 
 
Swelter ปล้น ฉะ นรก
 
 
Swelter ปล้น ฉะ นรก
View : 6598
DownLoad : 56
 
 
The November Man พลิกเกมส์ฆ่า ล่าพยัคฆ์ร้าย
 
 
The November Man พลิกเกมส์ฆ่า ล่าพยัคฆ์ร้าย
View : 7384
DownLoad : 88
 
 
ตุ๊กแกรักแป้งมาก
 
 
ตุ๊กแกรักแป้งมาก
View : 11925
DownLoad : 101
 
 
Wer คนหมาป่า
 
 
Wer คนหมาป่า
View : 9214
DownLoad : 53
 
 
 
 
 
     
   
     
 
 
 
ดัชมิลล์  อยากรู้จัก โยเกิร์ด นมเปรี้ยว โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ยูเอชที dutchmill นัท AF4
 
ดัชมิลล์
View : 420,997
Vote : 8,992
Download : 7,448
1
 METROLUXE
21
2
 AIS Sarnrak
5
3
 AIS Sarnrak
4
4
 AIS Sarnrak
4
5
 ยำยำ รสก๋วยเตี๋ยวเรือ น้ำตก
2
6
 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น
1
7
 pon pon
1
8
 true
1
9
 โออิชิ
1
10
 Smirnoff
1
 
 
     
 
 
 
©2010 ADintrend